black ribbon top right
ผ่ากระบวนการประชามติ สร้างความชอบธรรมให้รัฐธรรมนูญ
โดย admin 25 พฤษภาคม 2558
ขยายตัวอักษร :
วาระสำคัญทางการเมืองในขณะนี้คงหนีไม่พ้นกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราเป็นรอบสุดท้าย ก่อนที่จะส่งไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ซึ่งหาก สปช.ลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องจัดให้มีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ หลังจากที่เกิดความชัดเจนในกระบวนการดังกล่าว กกต.ได้ประชุมเตรียมความพร้อมจนได้ข้อสรุปว่า จะสามารถจัดให้มีการประชามติได้ในวันที่ 10 ม.ค. 2559 แสงไฟในเวทีการเมืองจึงจับจ้องไปที่การเตรียมความพร้อมของ กกต. หัวเรือใหญ่ในการจัดการประชามติครั้งนี้ โดยมี สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง หนึ่งในกุนซือคนสำคัญจะมาชำแหละแนวคิดการประชามติในครั้งนี้

เริ่มจากแนวคิดในการเผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์สมชัย เปิดเผยว่า ไม่ให้ความสำคัญกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มกว่า 4 ล้านฉบับที่แจกจ่ายไปยังประชาชนมากนัก เพราะจะมีประชาชนสักกี่คนจาก 47 ล้านคน ที่จะอ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ฉะนั้นจึงให้ความสำคัญกับการรณรงค์เผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า
"การรณรงค์เผยแพร่จะต้องทำอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งมีทรัพยากรมหาศาลทำอะไรก็ได้ เดินสายพูดคุยไม่จำกัด แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีอะไรเลย ไม่สามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆ แก่ประชาชนได้ แบบนี้จะกลายเป็นการประชามติที่ไม่เป็นธรรม”

สมชัย ระบุว่า ดังนั้นหลังจากที่มีประกาศกำหนดว่าด้วยการประชามติจะมีระยะเวลาให้องค์กรต่างๆ ทั่วประเทศมาจุดแจ้งองค์กรที่จะเข้าร่วมรณรงค์กับ กกต. โดยต้องระบุว่าชื่อองค์กรหรือกลุ่ม สมาชิก วัตถุประสงค์สนับสนุนหรือคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ และขอบเขตพื้นที่ในการรณรงค์ (จังหวัด ภาค หรือประเทศ) ฯลฯ จากนั้น กกต.จะจัดสรรงบประมาณ เวลาในการร่วมรณรงค์ในสื่อภาครัฐ และอำนวยช่องทางการสื่อสารอื่นๆ เพื่อให้การรณรงค์นั้นสร้างบรรยากาศของการเป็นประชาธิปไตยในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและไม่ใช้โอกาสนี้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

นปช. และ กปปส. จะมีส่วนร่วมในการรณรงค์ได้หรือไม่? สมชัย ตอบเป็นนัยว่า องค์กรหรือกลุ่มต่างๆ ที่มาจดแจ้งร่วมรณรงค์นั้นจะต้องเสนอโครงการของตนเอง ซึ่งจะต้องไม่มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองหรือนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงในการก่อความไม่สงบทางการเมือง เช่น โครงการจัดพิมพ์เอกสาร ป้ายโฆษณา คลิปวิดีโอ และเว็บไซต์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าจะดำเนินการได้

"กิจกรรมใดที่สุ่มเสี่ยง เช่น การจัดเวทีสาธารณะระดมคนเข้ามาอภิปรายถกเถียง อาจเป็นรูปแบบที่ไม่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เอื้อให้มีการกิจกรรมลักษณะดังกล่าว แต่อาจจัดให้มีการอภิปรายผ่านสื่อมวลชนอย่างเป็นธรรม เช่น จัดให้มีการโต้วาทีระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านโดยใช้ระยะเวลาและช่องทางเท่ากัน อย่างนี้เป็นไปได้”
สำหรับการเปิดพื้นที่สื่อสาธารณะในการรณรงค์ของแต่ละฝ่าย สมชัย อธิบายว่า เมื่อประกาศวันประชามติ กกต.จะต้องเชิญสื่อมวลชนที่เป็นสื่อของรัฐและเอกชนมารับทราบตารางการเผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มที่รณรงค์สนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เช่น จัดทำตารางโต้วาทีล่วงหน้า 10 ครั้ง โดยระบุช่องโทรทัศน์ วันและเวลาในการออกอากาศ พร้อมกับระบุประเด็นในการอภิปรายที่ไม่ซ้ำกัน

"ถ้าไม่มีการคุยแบบนี้ ท้ายที่สุดก็จะเกิดการแย่งกัน สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็จะพูดเรื่องนี้ซ้ำอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าเราทำเป็นหัวข้อที่ชัดเจนไปนะครับว่า 10 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะว่าด้วยหมวดที่เท่าไหร่ ครั้งที่ 2 จะพูดด้วยหมวดไหน หลังจากไหนเป็นเรื่องของแต่ละฝ่ายว่าท่านจะพิจารณาส่งใครมา องค์กรแล้วเป็นซีกพวกแล้ว ท่านจะพิจารณาว่าจะส่งใครมา เพื่อจะมาออกรายการโทรทัศน์ สร้างบรรยากาศ 3 เดือนผมว่าพอ”

นอกจากนั้นแล้ว สมชัย ยังกล่าวอีกว่า การรณรงค์ในครั้งนี้จะเป็นมิติใหม่ของการประชามติในประเทศไทย เริ่มจากเอกสารที่ กกต.จะจัดส่งไปยังผู้มีสิทธิประชามติ ซึ่งประกอบด้วย
  • การชี้แจงกระบวนการและขั้นตอนในการประชามติ
  • การแจ้งผู้มีสิทธิในการลงประชามติ (ตามที่มีอยู่เดิม)
  • ข้อมูลของ กกต. แสดงแนวโน้มหรือผลที่จะตามมาจากการประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ และ
  • เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านได้นำเสนอข้อคิดเห็นของแต่ละฝ่ายในเอกสารนี้อย่างเท่าเทียม อาทิ กำหนดพื้นที่ให้ฝ่ายละ 2 หน้า เป็นต้น
"กำหนดให้แต่ละฝ่ายจะสื่อสารไปยังประชาชน 47 ล้านคน ภายใต้พื้นที่ 2 หน้านี้ ท่านจะยกจุดดีกี่ประเด็นให้ประชาชนเข้าใจได้ จะมีคำขวัญหรือภาพจูงใจในพื้นที่เท่ากัน 2 หน้า อาจใช้ภาพกราฟฟิกที่ส่งให้เจ้าบ้านอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ประชามติเองจะได้อ่านความเห็น 2 ซีก ก่อนตัดสินใจ” สมชัย เผยถึงแนวคิดที่ได้จากการประชามติในสกอตแลนด์
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ กกต.จะต้องพิจารณาร่างประกาศกำหนดการประชามติที่จัดทำโดยฝ่ายเลขาธิการสำนักงาน กกต. ก่อนที่ กกต.จะพิจารณาและส่งไปยัง สนช.พิจารณาในขั้นสุดท้าย ขณะเดียวกันคณะกรรมการ กกต. จะต้องร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยการประชามติเช่นกัน โดยจะมีการบัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในประชามติ รวมถึงกฎเกณฑ์ในการจดแจ้งร่วมรณรงค์ไว้ในระเบียบนี้

อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ คือ การกำหนดคำถามในการประชามติ ซึ่งอาจารย์สมชัย ยืนยันว่า ประเด็นคำถามในการประชามติเป็นอำนาจโดยตรงของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา อย่างไรก็ตาม กกต.ควรมีโอกาสในการพิจารณาคำถามดังกล่าวด้วย ว่าเป็นคำถามชี้นำหรือไม่ และเป็นกลางมากพอหรือไม่ กล่าวคือการพิจารณาเชิงเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่การพิจารณาเชิงเนื้อหาของคำถาม

"ควรเป็นคำถามเดียวสั้นๆ ฟังง่าย ประชาชนเลือกตอบง่าย แต่ถ้าคำถามยาวเกินจะเป็นประเด็นซ้อนประเด็น เกิดความสับสนแก่ประชาชน หรือถ้าคำถามดังกล่าวยังไม่มีความเป็นกลางก็คงต้องส่งคืน หรืออาจจะหารือร่วมกันเพื่อหาคำถามใหม่ที่เหมาะสมกว่า” สมชัย กล่าว

สมชัย ย้ำว่า การประชามติมีความสำคัญมาก เพราะถ้าจะนำร่างรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ก็ควรมีกระบวนการที่ประชาชนทั้งประเทศยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่คน ไม่มีจุดเชื่อมโยงว่าร่างรัฐธรรมนูญมาจากความคิดของชาวบ้านหรือคนทั้งประเทศ ฉะนั้นกระบวนการทำประชามติครั้งนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

"กระบวนการทำประชามติเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เพียงเรื่องวันที่ลงคะแนนกันวันเดียว แต่ให้มองว่าเป็นกระบวนการซึ่งจะต้องมีระยะเวลาให้ประชาชนมีโอกาสทำความเข้าใจและเรียนรู้ รวมถึงใช้เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นในการแก้ปัญหาเชิงการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การถกเถียงกัน ซึ่งจะทำให้เกิดหลักประชาธิปไตย และสังคมได้รับประโยชน์ในแง่ต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย”

ระบบเลือกตั้งต้องง่าย .... ลดความซับซ้อน

อนาคตของร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ส่วนหนึ่งถูกผูกไว้ที่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหนึ่งในเนื้อหาที่ถูกจับจ้องมากที่สุดและถึงขั้นอาจเป็นตัวชี้อนาคตของร่างรัฐธรรมนูญ คือ ระบบการเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วน ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เตรียมนำมาใช้กับประเทศไทยเป็นครั้งแรก
หากใครติดตามการเมืองมาตลอดจะเห็นว่า กกต.ไม่ค่อยพอใจกับระบบเลือกตั้งดังกล่าวเท่าไหร่นัก ดังจะเห็นได้จากการจำลองกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งปรากฏว่าระบบเลือกตั้งแบบใหม่ทำให้บัตรลงคะแนนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า ไปจนถึงการนับคะแนนที่ต้องใช้เวลานาน เป็นต้น

ทั้งนี้ สมชัย มองว่า ปัญหาของระบบเลือกตั้งอาจไม่ได้อยู่วิธีการเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหา คือ ผลกระทบทางการเมืองที่จะตามมา อย่างการให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งผู้สมัคร สส.ได้ ซึ่งจะมีผลทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพในอนาคต

"ผลเชิงเทคนิคเรื่องเล็กที่สุด แต่ผลที่เกิดขึ้นทางการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเทคนิคผมบอกว่า ท่านออกแบบอะไรมาผมได้หมด แต่เรื่องสำคัญคือการเมืองไทยจะย้อนสู่ช่วงก่อนปี 2540 ซึ่งมี สส. อิสระเป็นตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล ลงมติสภาจะเลือกนายกฯ อยู่ที่ใครจะกวาดต้อน สส.อิสระมาอยู่ในมือได้มากกว่ากัน แต่ตอนนี้จะกลายเป็นพรรคบวกกลุ่มการเมืองที่เป็นตัวแปรแทน” สมชัย วิเคราะห์ผลเสีย

ส่วนจุดอ่อนของโอเพ่นลิสต์ สมชัย วิจารณ์ว่า กระบวนการลงคะแนนจะซับซ้อนและใช้เวลามากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายพฤติกรรมของประชาชนเหมือนเดิม ไม่ได้เลือกผู้สมัครที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจริง เพราะผู้ใช้สิทธิไม่สามารถทำความรู้จักกับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคได้ทั้งหมดทุกคน ฉะนั้นประชาชนจะเลือกผู้สมัครลำดับต้นๆ ซึ่งหมายเลข 1 ในแต่ละบัญชีจะได้คะแนนสูงโดยอัตโนมัติ สุดท้ายจะได้ไม่คุ้มเสีย

"เลือกตั้งควรทำง่ายๆ แบบเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 หรือ ปี 2550 มันไม่ยุ่งยากซับซ้อน ถ้าจะสะท้อนเสียงที่หายไป ก็เพียงแต่เพิ่มจำนวนสัดส่วนของ สส.ระบบเขตและบัญชีรายชื่อให้เท่าเทียมกัน เช่น 250 กับ 250 คน ก็จบแล้ว ไม่ต้องทอนเป็นภาค หรือเติมให้วุ่นวายเกินไป” สมชัย เสนอทางออก

ยืนยันความเป็นกลาง ไม่สนเสียงบ่นใคร

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูปที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูปเฉพาะฝ่ายนักการเมืองผ่านการวางระบบการเข้าสู่อำนาจแบบใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปฏิรูปองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย

ตัวอย่างของการที่ กกต. ถูกปฏิรูปคงจะหนีไม่พ้นการให้คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ซึ่งมาจากตัวแทนของข้าราชการ เพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน กกต. และให้ กกต. มีหน้าที่วินิจฉัยคดีการทุจริตเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามแม้ว่าขณะนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมีท่าทีแสดงออกมาว่าอาจตัด กจต. ออกไป แต่ถึงกระนั้น "สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ก็ยังยืนยันไม่เห็นด้วยกับการให้มี กจต. อยู่ดี และไม่อยากให้มีการนำเอาเรื่อง กจต. กลับมาอีกในอนาคต

"ถ้าการเลือกตั้งกลับไปอยู่ในมือของข้าราชการ เมื่อวันข้างหน้าข้าราชการไปอยู่ใต้กำกับของฝ่ายการเมือง การที่ปลัดกระทรวงเป็นคนตั้ง กจต. แน่ใจหรือว่า รัฐมนตรีที่กำกับปลัดกระทรวงจะไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง” สมชัย กล่าว

กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง วิพากษ์ว่า ข้าราชการจะสามารถวางตัวเป็นกลางได้หรือไม่ เพราะนักการเมืองท้องถิ่นมักมีอิทธิพลต่อความก้าวหน้าของข้าราชการในพื้นที่โดยตรง โดยเฉพาะยุคที่การเมืองเข้ามามีอำนาจ แม้แต่ข้าราชการระดับสูงก็อาจถูกแทรกแซงได้
มี กจต. เป็นผลดีต่อ กกต. ด้วยซ้ำ เมื่อก่อนมีการประท้วงชุมนุมกัน บางหน่วยงานไม่ยอมให้ใช้สถานที่ แต่ถ้าใช้ข้าราชการสั่งการได้ครบ เราง่ายขึ้นด้วยซ้ำ แต่ความกังวลที่มีอยู่คือเรื่องความเป็นกลางเท่านั้น ยุคที่การเมืองเข้ามามีอำนาจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับ ถ้านักการเมืองใหญ่ในพื้นที่บอกไม่เอาคนนี้ เขาอยู่ได้ไหม แปลว่าในพื้นที่การเมืองมีอำนาจที่ทำให้ข้าราชการประจำทำสิ่งที่ตนเองต้องการได้”

"กจต. เป็นผลดีในเชิงเทคนิค เพราะโครงสร้างของระบบราชการสามารถจัดบุคคล อุปกรณ์ และสถานที่ในการจัดการเลือกตั้งได้โดยง่าย ผ่านการสั่งการจากส่วนบน แต่สิ่งที่กังวลคือความเป็นกลางของบุคคล ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม โดยฝ่ายที่ได้เปรียบเมื่อกลับมาเป็นรัฐบาลจะเกิดปัญหาในการทุจริตอีก”

ที่สำคัญ สมชัย ไม่เชื่อสมมติฐานที่ว่า เมื่อมี กจต. จัดการเลือกตั้ง กกต. จะปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียงได้ดีขึ้น ส่งผลให้การทุจริตเลือกตั้งน้อยลง เพราะการเลือกตั้งเหมือนกับเรื่อง "โปลิศจับขโมย” ซึ่งขโมยคือฝ่ายซื้อสิทธิขายเสียงที่พัฒนาวิธีการได้ตลอดเวลา ขณะที่ กกต. ซึ่งเป็นโปลิศไล่จับขโมยไปเรื่อยๆ ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่หยุดนิ่ง ตอบไม่ได้ว่าทุจริตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ที่บอกได้ชัดเจนคือการซื้อเสียงซับซ้อนขึ้น โดยการซื้อเสียงด้วยการแจกเงินลดลง แต่การใช้อิทธิพล ทรัพยากรรัฐ และระบบราชการในการสร้างความได้เปรียบเพิ่มขึ้น

การพยายามปฏิรูป กกต. ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของ กกต. ที่ผ่านมา? สมชัย ตอบว่า "ถ้าไม่ดีไม่เหมาะสม คุณก็ใช้กลไกที่มีอยู่ในการถอดถอนเขาออกไป ไม่ใช่มาพูดว่าไม่ดี ไม่เหมาะสม เพราะมีกลไกถอดถอนได้ ผมคิดว่าชุดของเรายินดี”

รู้สึกอย่างไรที่ข้อครหาส่วนใหญ่พุ่งเป้ามาที่ตัวของอาจารย์สมชัยเป็นหลัก? สมชัย เปิดใจว่า "อาจเป็นเพราบทบาทที่แสดงออกต่อสาธารณะ ซึ่งตนพูดมากกว่าคนอื่น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พูดแล้วกระทบกับใคร คนนั้นย่อมมีปฏิกิริยาโต้คืนกลับมา แต่สิ่งสำคัญคือการพูดบนความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด แม้จะมีคนบ่นที่เป็นคนเสียผลประโยชน์ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เฝ้าดูย่อมรู้ตัวดีว่าเกิดอะไรขึ้น”
 

"ผมไม่ให้ความสำคัญกับเสียงบ่นไม่กี่คน แต่อาจจะมีสื่อขยายจนกลายเป็นปัญหา จนสร้างความรู้สึกในเชิงชอบบางครั้งสิ่งที่นำเสนอผมไม่ได้พูด สิ่งที่พูดนำเสนอเพียงแค่บางส่วน ท้ายที่สุด คือผมตั้งใจทำงานที่ก่อประโยชน์ต่อบ้านเมือง ไม่สนใจเสียงพวกนี้เลย”

"ถ้าไปกลัวว่าพูดไปแล้วจะทำให้คนไม่ชอบ ก็ไม่ต้องพูดกันพอดี หลายเรื่องที่คิด ไม่ได้เข้าข้างใคร การลงมติหลายต่อหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผมเป็นคนแรกที่ลงมติให้ใบเหลืองด้วยซ้ำ อย่าไปคิดถึงความรู้สึกของคนที่มีประโยชน์ทางการเมืองมากเกินไป คิดถึงผลประโยชน์สาธารณะดีกว่า” สมชัย ยกข้อพิสูจน์ความเป็นกลางทางการเมือง

ช่วงท้ายสุดการสนทนา สมชัย เปรียบเทียบชีวิต กกต. กับประสบการณ์ในภาคประชาสังคมที่เคยเฝ้าจับตาการทุจริตเลือกตั้งว่า การที่ได้ยืนอยู่จุดนี้ทำให้มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งปัญหาหลายอย่างมาจากวิธีคิดของ กกต. เอง เช่น การเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตราชอาณาจักร ซึ่งวิธีคิดของ กกต. คือลดขนาดเขตเลือกตั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่เสนอให้ยกเลิก แต่ผมมาจากภาคประชาสังคมกลับมองว่าการเลือกตั้งที่ดี คือ การเลือกตั้งที่ใช้สิทธิได้มากที่สุด ไม่ว่าจะใช้สิทธิผ่านไปรษณีย์หรืออินเตอร์เน็ต ฉะนั้นการอยู่จุดนี้จนเกิดความเปลี่ยนแปลงกับการเลือกตั้งของไทยถือว่าคุ้ม

"ผมคิดว่าผมอยู่ในสถานะที่มีโอกาสจะทำอะไรได้มากขึ้น เห็นปัญหาการจัดการเลือกตั้งหลายอย่าง ซึ่งผมอยู่ในฐานะที่ดึงกลับมาได้” สมชัย เปรยความภูมิใจส่วนตัว
เข้าชมทั้งหมด 112 ครั้ง