 |
 |
| ความหมายของพรรคการเมือง |
| |
พรรคการเมือง หมายความว่า กลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกันมารวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ
พรรคการเมืองมีความสำคัญอย่างไรต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย?
พรรคการเมืองนั้นถือได้ว่ามีบทบาทและความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากว่าพรรคการเมืองคือสถาบันหลักที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่าง "ภาครัฐ" กับ "ภาคประชาชน" โดยที่พรรคการเมืองจะนำเอาปัญหาหรือความต้องการของประชาชนมาแปลงเป็นนโยบายของพรรค เพื่อนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร |
| |
| องค์ประกอบของพรรคการเมือง |
| |
- คณะบุคคลซึ่งมีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องมารวมตัวกัน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกัน
- มีการจดแจ้งจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองถูกต้อง และมีการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับของพรรคการเมือง
- มีเป้าหมายที่สำคัญในการสรรหาและคัดเลือกสมาชิกของพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนในการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและอำนาจฝ่ายบริหาร
|
| |
| การจดทะเบียนพรรคการเมือง |
| |
| การจดทะเบียนพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 |
| |
 |
 |
ผู้จัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (มาตรา 8)
- มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด หรือมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
- ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
|
 |
 |
ต้องจัดให้มีการประชุมจัดตั้งพรรคการเมืองก่อนยื่นคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง ดังนี้
- ต้องมีผู้จัดตั้งพรรคการเมืองเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 15 คน (มาตรา 8)
- กิจกรรมที่ต้องดำเนินการในที่ประชุมอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
- การกำหนดนโยบายพรรคการเมือง
- การกำหนดข้อบังคับพรรคการเมือง
- การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
- คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองประกอบด้วย
- หัวหน้าพรรคการเมือง
- รองหัวหน้าพรรคการเมือง
- เลขาธิการพรรคการเมือง
- รองเลขาธิการพรรคการเมือง
- เหรัญญิกพรรคการเมือง
- นายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง
- โฆษกพรรคการเมือง
- กรรมการบริหารอื่น
ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิกผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (13) และ (14) ของรัฐธรรมนูญ
|
 |
 |
ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ยื่นคำขอจัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง พร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้ (มาตรา 12)
3.1 นโยบายพรรคการเมือง
3.2 ข้อบังคับพรรคการเมือง
3.3 บัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของพรรคการเมือง
3.4 หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นที่ทำการพรรคการเมือง ซึ่งต้องอยู่ในราชอาณาจักร
3.5 สำเนารายงานการประชุมตั้งพรรคการเมือง
การยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่งต้องเป็นไปตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อและชื่อย่อของพรรคการเมือง
(2) ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
(3) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง
(4) ชื่อ อาชีพ ที่อยู่ และลายมือชื่อของผู้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
(5) ชื่อ อาชีพ ที่อยู่ และลายมือชื่อของกรรมการบริหารพรรคการเมือง
|
 |
 |
เมื่อได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องพิจารณาตรวจสอบ ในเรื่องดังต่อไปนี้
-
ผู้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน
-
ชื่อ ชื่อย่อ และภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง นโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองมีลักษณะและความมุ่งหมายที่ไม่ขัดต่อมาตรา 9
-
เอกสารการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองมีรายการครบถ้วนและถูกต้อง
-
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11
ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่าการยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องและครบถ้วน ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีรายการใดไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งให้นายทะเบียน
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และ
แจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในสามสิบวันนับแต่
วันที่นายทะเบียนได้รับการยื่นจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
|
 |
 |
การสั่งการของนายทะเบียนพรรคการเมือง
5.1 ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้อง และครบถ้วนจะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมือง ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง และประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองในราชกิจจานุเบกษา และให้พรรคการเมืองที่นายทะเบียนรับจดแจ้ง การจัดตั้งแล้วเป็นนิติบุคคล (มาตรา 14 วรรคสอง มาตรา 18 และมาตรา 19)
5.2 ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าคุณสมบัติหรือ จำนวนของผู้จัดตั้งพรรคการเมือง หรือนโยบายพรรค และข้อบังคับพรรค หรือคุณสมบัติของคณะกรรมการบริหารพรรค หรือชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด นายทะเบียน พรรคการเมืองจะสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้ง เหตุผลให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง (มาตรา 14 วรรคสาม)
5.3 ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า เอกสารการขอจัดตั้งพรรคการเมือง มีรายการไม่ครบถ้วน หรือมีข้อความไม่ชัดเจน หรือบกพร่อง จะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งทราบภายใน 7 วัน เพื่อดำเนินการแก้ไข หากผู้ขอจัดตั้ง พรรคการเมือง แก้ไขเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาก็จะรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ถ้าผู้ขอจัดตั้ง พรรคการเมืองไม่ดำเนินการแก้ไขหรือแก้ไขแล้วแต่ยังไม่ถูกต้อง นายทะเบียนพรรคการเมืองจะสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายใน 7 วัน (มาตรา 15)
5.4 ในกรณีที่มีผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งมีชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง ซ้ำหรือพ้องหรือมีลักษณะ คล้ายคลึงกัน และยื่นคำขอ จัดตั้งพรรคการเมืองในวันเดียวกัน นายทะเบียนพรรคการเมืองจะสั่งให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมือง ทำความตกลงกันว่าผู้ใด จะเป็นผู้มีสิทธิใช้ชื่อ พรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น เมื่อได้ตกลงกันประการใดแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมือง จะรับจดแจ้งการจัดตั้ง พรรคการเมืองตามที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 16 วรรคหนึ่ง) (1)
5.5 ในกรณีผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องยืนยันไม่ยอมตกลงกันหรือยังตกลงกันไม่ได้ นายทะเบียนพรรคการเมือง จะพิจารณา รับจดแจ้ง การจัดตั้งพรรคการเมือง จากผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เห็นว่า มีสิทธิที่จะใช้ชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมาย พรรคการเมืองนั้นดีกว่า โดยพิจารณา ดังนี้ (มาตรา 16 วรรคหนึ่ง) (2) |
 |
 |
การโต้แย้งคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
ผู้จัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ไม่รับจดแจ้งการจัดตั้ง พรรคการเมืองของนายทะเบียนพรรคการเมือง มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับ หนังสือแจ้งคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง (มาตรา 17) |
 |
|
|
| |
| คุณสมบัติของสมาชิกพรรคการเมือง |
| |
ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?
- มีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งได้สัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5ปี
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
- ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
- เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
- ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
- วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
- มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นอยู่ในขณะเดียวกัน
ในกรณีที่พรรคการเมืองใดแอบอ้างว่าผู้ใดสมัครเป็นสมาชิกพรรคโดยที่ผู้นั้นไม่รู้เห็นหรือไม่สมัครใจ ผู้ที่ถูกแอบอ้างหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกแอบอ้างอาจแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาลบชื่อผู้นั้นออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น โดยถือว่าผู้นั้นไม่เคยเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น
ความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- ตาย
- ลาออก (การลาออกจะสมบรูณ์เมื่อได้ยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นๆ)
- ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 พรป.พรรคการเมือง (เรื่อง คุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง)
- พรรคการเมืองมีมติให้ออกตามข้อบังคับพรรคการเมือง เพราะกระทำผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง หรือมีเหตุร้ายแรงอื่น
- พรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง เลิก หรือ ยุบไป
- เป็นสมาชิกพรรคการเมืองในขณะเดียวกันเกินกว่าหนึ่งพรรคการเมือง
- กระทำการอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับพรรคการเมือง
|
| |
| การจัดประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง |
| |
| การจัดประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองถือได้ว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การดำเนินกิจการบางประเภทจะต้องกระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายและข้อบังคับของพรรคการเมือง
- การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค โฆษหกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรค
- การเลือกตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง คณะกรรมการนโยบายพรรคการเมือง และคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมือง
- รายงานการดำเนินกิจการของพรคการเมืองที่ได้ดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมา
- แผนการดำเนินการสำหรับปีต่อไป โดยเฉพาะการหารายได้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง และการพัฒนาบุคลากรทางการเมือง
- การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและการรับรองงบการเงินประจำปีของพรรคการเมือง
- กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ประธานสาขาพรรคการเมือง ไม่น้อยกว่า4 สาขา หรือตัวแทนสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน
- กิจการอื่นตามที่กำหนดในประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- กิจการอืื่นตามที่กำหนดในข้องบังคับพรรคการเมือง
|
| |
| การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน |
| |
| หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง มีหน้าที่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พร้อมสำเนาหลักฐานพิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่เข้ารับตำแหน่ง วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ หรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณีให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือถูกยุบ หรือพ้นจากตำแหน่ง |
| |
| การบริจาคแก่พรรคการเมือง |
| |
เมื่อมีการบริจาคแก่พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะต้องดำเนินการ ดังนี้
- ให้พรรคการเมืองออกหลักฐาน
พรรคการเมืองต้องออกหลักฐานการรับบริจาคให้แก่ผู้บริจาคตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
- จัดทำบันทึการรับริจาค
พรรคการเมืองจะต้องทำบันทึกการรับริจาคไว้เป็นหลักฐาน และจัดส่งบันทึกการรับบริจาคของพรรคการเมือง พร้อมเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้เข้าบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคการเมือง
"ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลบริจาคให้แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อปี"
ฟ
- ผู้บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษี
ผู้บริจาคเงินแก่พรรคการเมืองมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้
- กรณีบุคคลธรรมดา ไม่เกินปีละ 5,000 บาท
- กรณีนิติบุคคล ไม่เกินปีละ 20,000 บาท
การบริจาคแก่พรรคการเมือง ตั้งแต่่
- 1,000 บาทขึ้นไป ให้เปิดเผยชื่อผู้บริจาค
- 5,000 บาทขึ้นไป เปิดเผยชื่อผู้บริจาคต่อสาธารณชน
- 20,000 บาทขึ้นไป ต้องบริจาคโดยวิธีการสั่งจ่ายเป็นตั๋วแลกเงินหรือเช็คขีดคร่อม
- 5,000,000 บาทขึ้นไป ต้องได้รับอนุมัติหรือสัตยาบันโดยมติืที่ประชุมผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลหรือสมาชิกของนิติบุคคลนั้น
|
| |
| การบริจาคเงินภาษีในแก่พรรคการเมืองผ่านแบบ ภงด. 90,91 |
| |
หลักเกณฑ์การบริจาค
- ผู้บริจาคต้องเป็นบุคคลธรรมดา มัสัญชาติไทย
- ผู้บริจาคต้องมีเงินภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป
- กำหนดการยื่นแบบเริ่มในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 มี.ค. ของทุกปี
- สถานที่ยื่นแบบตามที่กรมสรรพากรกำหนด
ขั้นตอนการบริจาค
- ยื่นแสดงความประสงค์ บริจาค หรือไม่บริจาคในช่องที่กำหนดไว้ในแบบ ภ.ง.ด. 90,91
- ใส่รหัสพรรคการเมืองที่ประสงค์จะบริจาค
- กรมสรรพากรจัดทำรายชื่อพรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคเงินภาษีพร้อมจำนวนเงินภาษีที่ได้รับบริจาคส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมือง และโอนเงินดังกล่าวให้แก่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
- กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองโอนเงินให้พรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคเงินภาษีตามจำนวนที่ได้รับจากกรมสรรพากร
- พรรคการเมืองใด สิ้นสภาพ เลิก ยุบ ก่อนที่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจะโอนเงินให้แก่พรรคการเมืองนั้น ให้กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองดำเนินการโอนเงินภาษีที่ได้รับบริจาคให้แก่พรคการเมืองนั้นกลับคืนเป็นรายได้แผ่นดิน
"...กฏหมายกำหนดให้รัฐต้องจัดสรรเงินสนับสนุนสมทบแก่พรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคจากแบบ ภ.ง.ด. 90,91 อีกร้อยละ 5 ของจำนวนเงินบริจาคทั้งหมดที่ได้รับจากการแสดงเจตนารวมกัน..."
|
| |
| การสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐ |
| |
| รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองขึ้น เพื่อให้การสนับสนุนพรรคการเมือง และดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาพรรคการเมือง โดยมีชื่อเรียกว่า "กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง"
กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการแต่งตังคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ในการจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมือง ควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงิน รวมถึงการพัฒนาพรรคการเมือง เรียกว่า "คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง"
กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจัดตั้งขึ้นมาโดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มั่นคง แข็งแรง โดยให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และดูแล กำกับ ตรวจสอบการดำเนินการของพรรคการเมือง |
| |
| วิธีการจัดสรรเงินของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง |
| |
|
การจัดสรรเงินกองทุนฯ ให้แก่พรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองที่มีสิทธิจะต้องจัดทำแผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายเงินประจำปียื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยการจัดสรรเงินสนับสนุนจะจัดสรรตามหลักเกณฑ์ 4 ข้อ ดังนี้
- จัดสรรตามจำนวนคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่ได้รับจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุด ร้อยละ 40
- จัดสรรตามจำนวนคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ได้รับจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุด ร้อยละ 40
- จัดสรรตามจำนวนสาขาพรรคการเมือง ร้อยละ 10
- จัดสรรตามจำนวนสมาชิกซึ่งชำระค่าบำรุงรายปี ร้อยละ 10
|
| |
| รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง |
| |
| พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง และจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฎิทินยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
ถ้าหากพรรคการเมืองใดไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการเพื่อให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้น |
| |
| การสิ้นสภาพ การเลิก และการยุบพรรคการเมือง |
| |
การสิ้นสภาพพรรคการเมือง
- ไม่สามารถหาสมาชิก 5,000 คน และจัดตั้งสาขาภาคละ 1 สาขา ภายใน 1 ปี นับแต่วันจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง
- ไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน หรือเป็นเวลา 8 ปีติดต่อกัน (สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากัน)
- มีสมาชิกพรรคเหลือไม่ถึง 5,000 คน เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 1 ปี
- ไม่มีประชุมใหญ่พรรค หรือไม่มีการดำเนินกิจกรรมใดทางการเมืองติดต่อกัน 1 ปี
การเลิกพรรคการเมือง
- มีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง
- มีการควบรวมพรรคการเมือง
"...เมื่อปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามที่กล่าวมานั้น ให้นายทะเบียนฯ ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ถ้าเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ให้นายทะเบียนฯ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเลิกพรรคการเมืองนั้น..."
การยุบพรรคการเมือง
การกระทำที่อาจเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมือง เช่น
- กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
- กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
- กระทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
- รับบุคคลต่างด้าวเป็นสมาชิก, ช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ได้รับการสรรหาให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา, รับบริจาคจากแหล่งที่มาโดยมิชอบ หรือ รับบริจาคเพื่อบ่อนทำลายประเทศ หรือรับบริจาคจากบุคคลต้องห้าม, กระทำการกลั่นแกล้งพรรคการเมืองอื่น
- ไม่รายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง หรือใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนไม่ถูกต้อง หรือไม่รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุน
|
| |
 |
| |