การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
โดย admin 17 กันยายน 2561
ขยายตัวอักษร :

 

รายชื่อผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ระดับอำเภอ

 

ความสำคัญของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อคนไทยทุกคนที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมโดยการสมัครเข้ารับเลือก ส.ว. เข้าไปทำหน้าที่ในสภาสูงเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทย ในการตรากฎหมายเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติ และคัดกรองบุคคลนักการเมืองหรือคนดีทำงานในองค์กรสำคัญต่างๆ ให้สามารถพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้
 
หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา
  1. กลั่นกรองกฎหมาย ที่ผ่านการพิจารณาของ ส.ส.
  2. ตรวจสอบและควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน
  3. ให้ความเห็นชอบบุคคล ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
 

คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา
สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ภายใต้ของพรรคการเมืองใดๆ โดยมีคุณสมบัติดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีในวันสมัครรับเลือก
3. มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่าสิบปี ยกเว้น ผู้สมัครในกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธ์ุ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่น
4. ผู้สมัครต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปน้ีด้วย 

(ก) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในอำเภอที่สมัครรับเลือก 
(ข) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอท่ีสมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า สองปีนับถึงวันสมัครรับเลือก 
(ค) ทำงานอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี นับถึงวันสมัครรับเลือก 
(ง) เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี 
(จ) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า สองปีการศึกษา 

ลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา 

1. ติดยาเสพติดให้โทษ
2. เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
3. เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ 
4. เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
5. อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
6. วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
7. อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
8. ต้องคาพิพากษาให้จาคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
9. เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกในระดับอำเภอ เว้นแต่ ในความผิดอันได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
10. เคยถูกส่ังให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทาการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
11. เคยต้องคาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลอันถึงท่ีสุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงท่ีสุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 
12. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือ ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเก่ียวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือ หรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน 
13. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
14. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
15. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ 
16. เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 
17. เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญัตติ หรือ การกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย 
18.เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 
19. เป็นข้าราชการ 
20. เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก 
21. เป็นสมาชิกพรรคการเมือง 
22. เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่ได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก 
23. เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก 
24. เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรอืผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก 
25. เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตาแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในคราวเดียวกัน หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ 
26. เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้

ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด จำนวน 200 คน ดำรงตำแหน่งได้คราวละ 5 ปี เป็นได้วาระเดียว มาจากการเลือกกันเองของประชาชนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จากกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วม หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่างๆที่หลากหลายของสังคม ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
 
 
ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในวาระเริ่มแรก
ในวาระเริ่มแรก ตามบทเฉพาะกาลของแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถวายคำแนะนำ โดยมาจาก 3 ส่วน คือ
 
  1. กกต. ดำเนินการจัดให้มีการเลือก ส.ว. จำนวน 200 คน แล้ว นำรายชื่อเสนอต่อ คสช. คัดเลือกจำนวน 50 คน
  2. คณะกรรมการสรรหา ส.ว. คัดเลือกบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมในอันจะเป็นประโยชน์แก่ การปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและการปฏิรูปประเทศมีจำนวนไม่เกิน 400 คน แล้ว นำรายชื่อเสนอต่อ คสช. คัดเลือก จำนวน 194 คน
  3. ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 คน
10 กลุ่มอาชีพผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา
 
รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในวาระเริ่มแรกได้กำหนดให้มีกลุ่มจำนวน 10 กลุ่ม ดังนี้
  1. กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
  2. กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
  3. กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข
  4. กลุ่มอาชีพกสิกรรม ปลูกพืชล้มลุก ทำนา ทำสวน ทำไร่ ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง
  5. กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน / อาชีพอิสระ
  6. กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม
  7. กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว
  8. กลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์
  9. กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา สื่อสารมวลชน ผู้สร้างวรรณกรรม
  10. กลุ่มอื่นๆ (ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามย่อมมีสิทธิสมัครในกลุ่มอื่นๆ)

การสมัครรับเลือก ส.ว.

ผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือก ส.ว. ขอรับเอกสารการสมัครด้วยตนเองพร้อมบัตรประชาชนแบบ Smart Card ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ (หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นสำหรับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร) ที่ประสงค์จะสมัคร เพื่อจัดเตรียมเอกสารและหลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย
 
1. ใบสมัคร (ส.ว. 17)
2. เอกสารข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (ส.ว. 18)
3. หนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (ส.ว. 19)
4. เอกสารหลักฐานอื่น ๆ ตามประกาศรับสมัคร
5. เงินสดค่าธรรมเนียมการสมัคร 2,500 บาท
 
กรณีสมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร (เพิ่มเติม)
6. หนังสือแนะนำชื่อผู้สมัครจากองค์กร (ส.ว. 20)
7. หนังสือยินยอมให้แนะนำชื่อ (ส.ว. 21)
ผู้สมัคร ส.ว. ที่สมัครโดยการแนะนำชื่อจากองค์กร ที่ต้องยื่นแบบหนังสือแนะนำชื่อ (ส.ว. 20) และหนังสือยินยอมให้แนะนำชื่อ (ส.ว. 21) ขอให้ผู้สมัครเพิ่มเติมเอกสาร ดังนี้
1) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมรับรองสำเนา ของผู้มีอำนาจกระทำการแทน
2) สำหรับองค์กรที่มีคณะกรรมการบริหารงานให้แนบสำเนารายงานการประชุมที่มีมติส่งผู้สมัครผู้นั้นแนบมาด้วย
ตัวอย่างการเรียงชุดเอกสารการสมัคร คลิ๊กที่นี่
 

 
วิธีการสมัคร 2 ช่องทาง
 
  1. สมัครโดยยื่นใบสมัครด้วยตนเอง
  2. สมัครโดยยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมหนังสือแนะนำชื่อผู้สมัครจากองค์กร
     
    ทั้งนี้ ผู้สมัครแต่ละคนมีสิทธิสมัครเพื่อเข้ารับเลือกได้เพียงกลุ่มเดียวและสมัครโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงวิธีการเดียว รวมทั้งมีสิทธิสมัครเพียงอำเภอเดียว สมัครแล้วจะถอนการสมัครไม่ได้ ซึ่งหากฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี
 
โครงสร้างบริหารจัดการการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
การเลือก ส.ว. ในวาระเริ่มแรก จะมีการดำเนินการจัดการเลือกกันเอง ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ตามลำดับ มีการบริหารงานโดยศูนย์อำนวยการและประสานงานการเลือก ส.ว. ซึ่งจะกำกับดูแลการดำเนินการในภาพรวม และศูนย์ปฏิบัติการและประสานงานการเลือก ส.ว. ในแต่ละระดับ ซึ่งทั้ง 3 ระดับจะมีคณะกรรมการและบุคลากรผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก ประกอบด้วย คณะกรรมการ 7 คน โดยมีนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานกรรมการระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ กรรมการทุกระดับ จะประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับละ 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิระดับละ 2 คน มีปลัดอำเภอ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และเลขาธิการ กกต. ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการและผู้อำนวยการการเลือกของแต่ละระดับ โดยคณะกรรมการจะมีอำนาจหน้าที่ ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน แนะนำ อำนวยความสะดวก และรายงานปัญหาหรืออุปสรรคเกี่ยวกับการเลือก ส.ว. ต่อ กกต. รวมทั้งแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการการเลือกในแต่ละระดับ นอกจากนี้ยังมีบุคลากรซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านธุรการของศูนย์ฯ และการดำเนินการเลือก ประกอบด้วย
 
  1. ผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานระดับอำเภอ 15 คน ระดับจังหวัด 3-7 คน และระดับประเทศ 20 คน มีหน้าที่ ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการการเลือกในแต่ละระดับ
  2. คณะกรรมการประจำสถานที่เลือก ระดับอำเภอและระดับจังหวัด มีจำนวนแห่งละ 20 คนต่อสถานที่เลือก ส่วนระดับประเทศ จะมีจำนวน 100 คน มีหน้าที่ ดำเนินการลงคะแนนและนับคะแนน
  3. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ระดับอำเภอและระดับจังหวัด มีจำนวนแห่งละ 4 คนต่อสถานที่เลือก ส่วนระดับประเทศจะมีจำนวน 20 คน มีหน้าที่ รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณสถานที่เลือก
  4. เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยระดับอำเภอ 5 คน ระดับจังหวัด 10 คน และระดับประเทศ 20 คน มีหน้าที่ รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบสถานที่เลือก
 
โครงสร้างกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ในวาระเริ่มแรกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฯ
การเลือก ส.ว. ที่มาจากการดำเนินการของ กกต. จะจัดให้มีการเลือกให้เหลือจำนวน 200 คน แล้วนำรายชื่อเสนอต่อ คสช. เพื่อคัดเลือกจำนวน 50 คน โดยกระบวนการจัดการเลือกกันเองภายในกลุ่มอาชีพเดียวกัน 10 กลุ่ม กลุ่มละ 2 วิธีการสมัคร คือ (1) สมัครโดยอิสระ (2) สมัครโดยคำแนะนำขององค์กร เริ่มตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ตามลำดับ โดยผู้สมัครที่มีสิทธิเลือกต้องมาถึงสถานที่เลือกภายในเวลาที่กำหนด ผู้ใดไม่มาหรือมาไม่ทันให้หมดสิทธิที่จะเลือกและได้รับเลือก กลุ่มใดและวิธีการใดไม่มีผู้สมัครหรือมีผู้มารายงานตัวไม่เกิน 3 คน (ในระดับอำเภอ) หรือไม่เกิน 4 คน (ในระดับจังหวัด) ไม่ต้องดำเนินการเลือก แต่ถ้าเกิน 3 คน (ในระดับอำเภอ) หรือเกิน 4 คน (ในระดับจังหวัด) ให้ดำเนินการเลือกระดับอำเภอ และระดับจังหวัด รวมถึงการเลือกในระดับประเทศ ดังนี้
 
  1. การลงคะแนน เมื่อผู้สมัครมาครบหรือทันเวลาที่กำหนดแล้ว ให้รวมอยู่ในกลุ่มและวิธีการสมัครเดียวกัน เพื่อทำการลงคะแนน โดยการแสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนและลงลายชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือก ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรลงคะแนน แล้วรับบัตรลงคะแนน เพื่อนำไปลงคะแนนในคูหาโดยการ "เขียนหมายเลข” ผู้สมัครด้วยตัวเลขอารบิคในช่องเขียนหมายเลข ซึ่งผู้สมัครทุกคนมีสิทธิเลือกได้ไม่เกิน 2 หมายเลข โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้บุคคลใดเกิน 1 คะแนนมิได้ เมื่อลงคะแนนเสร็จแล้ว ให้พับบัตรแล้วนำไปใส่ลงในหีบบัตรลงคะแนนด้วยตนเอง แล้วให้รอจนกว่าการลงคะแนนและการนับคะแนนของแต่ละวิธีการสมัครจะแล้วเสร็จ เพื่อรับทราบผลการลงคะแนน
  2. การนับคะแนน เมื่อการลงคะแนนของแต่ละวิธีการสมัครเสร็จสิ้นแล้ว คณะกรรมการประจำสถานที่เลือกจะทำหน้าที่ในการนับคะแนนโดยเปิดเผยและต้องให้เสร็จในรวดเดียว จะไม่เลื่อนหรือประวิงเวลา โดยในการนับคะแนนจะมีกรรมการ 3 คน ทำหน้าที่ วินิจฉัยและอ่านหมายเลขผู้สมัคร ขานทวนหมายเลขและขีดคะแนน และเจาะบัตรที่วินิจฉัยแล้วแยกใส่ภาชนะบัตรดีและบัตรเสีย กรณีกลุ่มใดและวิธีการสมัครใด มีผู้ได้คะแนนเท่ากันเกิน 3 คนในระดับอำเภอ หรือเกิน 4 คนในระดับจังหวัด หรือเกิน 10 คนในระดับประเทศ ให้ดำเนินการจับสลากทันทีเพื่อเลือกว่าผู้ใดจะได้รับเลือก กรณีมีผู้ไม่ได้รับคะแนนเลย มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนผู้สมัครในกลุ่มนั้นและวิธีการสมัครนั้น (แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 คน) ให้สันนิษฐานว่ามีการสมยอมกันในการเลือก ให้จัดการเลือกกันเองใหม่ โดยให้ผู้ที่ไม่ได้รับคะแนนนั้นหมดสิทธิที่จะเลือกและได้รับเลือกและต้องออกจากสถานที่เลือก สำหรับการจัดการเลือก ส.ว. ระดับอำเภอ ต้องดำเนินการภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 วัน นับแต่สิ้นสุดระยะเวลารับสมัคร การเลือก ส.ว. ระดับจังหวัด ต้องไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันเลือกในระดับอำเภอ และ การเลือก ส.ว. ระดับประเทศ ต้องไม่เกิน 10 วัน นับแต่วันเลือกในระดับจังหวัด
  3. การรายงานผลการนับคะแนน เมื่อการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ เสร็จสิ้นแล้ว ผอ. การเลือกระดับประเทศ (เลขาธิการ กกต.) จะรายงานผลการนับคะแนนของแต่ละกลุ่มและแต่ละวิธีการสมัครให้ กกต. ทราบ เมื่อ กกต. ได้รับรายงานดังกล่าวแล้ว ให้รอไว้ไม่น้อยกว่า 5 วัน ถ้า กกต. เห็นว่าการเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้จัดเรียงลำดับรายชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุด 10 ลำดับแรกของแต่ละกลุ่มและแต่ละวิธีการสมัคร แล้วแจ้งรายชื่อให้ คสช. พิจารณาคัดเลือก จำนวน 50 คน เป็น ส.ว. และคัดเลือกอีก 50 คน เป็นบัญชีรายชื่อสำรอง
 
กฎหมาย/แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
 
  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
  2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
  3. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
  4. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง เรื่อง การลงทะเบียนขององค์กรที่มีสิทธิแนะนำชื่อบุคคลเพื่อสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
  5. แบบคำขอลงทะเบียนองค์กรฯ และหนังสือมอบอำนาจ(แบบ ส.ว. 2 และ แบบ ส.ว. 3)
  6. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง รายชื่อองค์กรที่มีสิทธิแนะนำชื่อบุคคลเพื่อสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
เข้าชมทั้งหมด 9561 ครั้ง