ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ : ก้าวหน้าหรือถอยหลัง
โดย 25 เมษายน 2558
ขยายตัวอักษร :
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้สรุปแบ่งประเด็นก้าวหน้าและถอยหลังในการปฏิรูปการเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง "ปฎิรูปการเลือกตั้ง… เดินหน้าหรือถอยหลัง” เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยสรุปว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในส่วนการเลือกตั้ง เป็นการถอยหลัง 30 ปี ซึ่งมีประเด็นต่างๆ ดังนี้

ก. ประเด็นก้าวหน้า มี 6 ประเด็น รวมก้าวหน้า 40 ปี

1. โอเพ่นลิสต์ ให้ประชาชนเลือกคนในบัญชีรายชื่อได้ด้วย

ข้อดี ประชาชนเป็นใหญ่ มีสิทธิในการเลือกคนที่ชอบในบัญชีรายชื่อ
ข้อเสีย พรรคหาเสียงยากขึ้น การลงคะแนนยุ่งยากขึ้น การนับคะแนนยุ่งยากและใช้เวลามากขึ้น
ข้อสรุป ก้าวหน้า 10 ปี (ทุกประเทศในโลกแม้แต่เยอรมันประเทศต้นแบบ ยังไม่ใช้โอเพ่นลิสต์)

2. ใช้ระบบสัดส่วนแบบผสม ในการคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ

ข้อดี เป็นการทำให้คะแนนเสียงทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ไม่ว่า จะชนะในระดับเขตหรือไม่ก็ตาม
ข้อเสีย ระบบการคำนวณคะแนนยุ่งยากซับซ้อน แม้แต่ สส.ในประเทศต้นแบบยังบอกว่าไม่เข้าใจ
ข้อสรุป ก้าวหน้า 5 ปี (เป็นแนวคิดที่ใช้ในหลายประเทศแล้ว)

3. การใช้เครื่องลงคะแนนอีเล็กทรอนิกส์

ข้อดี เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกตั้ง ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ ประหยัดในระยะยาว
ข้อเสีย มีต้นทุนในระยะเริ่มต้นสูง ประชาชนและนักการเมืองยังไม่ไว้วางใจ
ข้อสรุป ก้าวหน้า 10 ปี (อย่างน้อยอีก 10 ปีจึงจะสามารถทำได้สมบูรณ์)

4. กำหนดให้มี ส.ส.เขต 250 คน ทำให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น

ข้อดี เขตเลือกตั้งใหญ่ ทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น
ข้อเสีย สัดส่วน ประชาชนต่อ ส.ส. มากขึ้น การดูแลรับฟังปัญหาทำได้ลำบาก
ข้อสรุป ก้าวหน้า 5 ปี (เป็นเรื่องที่คิดกลับไปมาทุกครั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องเขตเล็กหรือเขตใหญ่)

5. การให้มีการจดทะเบียนผู้มีสิทธิของคนไทยในต่างประเทศ

ข้อดี ทำให้ฐานข้อมูลเป็นปัจจุบัน และ ร้อยละผู้มาใช้สิทธินอกราชอาณาจักรสูงขึ้น
ข้อเสีย ไม่มี
ข้อสรุป ก้าวหน้า 5 ปี (เนื่องจากเป็นสิ่งกกต.อยู่ระหว่างดำเนินการแล้ว)

6. การให้มีกรรมการประเมินผล กกต.รายปี

ข้อดี ทำให้รู้ถึงผลการทำงาน เพื่อการปรับปรุงแก้ไข
ข้อเสีย ไม่มี
ข้อสรุป ก้าวหน้า 5 ปี (เนื่องจากทุกส่วนราชการมีการประเมินผล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่)

ข. ประเด็นถอยหลัง มี 4 ประเด็น รวมถอยหลัง 70 ปี

1. การให้มี กจต. ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน กกต,
ข้อดี เชื่อว่าเป็นการคานอำนาจ และให้ข้าราชการมาจัดการเลือกตั้ง
ข้อเสีย อาจถูกครอบงำ แทรกแซงจากฝ่ายการเมืองที่กำกับดูแลราชการประจำ
ข้อสรุป ถอยหลัง 20 ปี (ถอยไปก่อนมี กกต. คือก่อนปี 2540)
2. ให้กลุ่มการเมืองลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต / บัญชีรายชื่อ และเป็น รัฐมนตรีหรือนายกได้
ข้อดี เปิดโอกาสให้เกิดความหลากหลายทางการเมือง ไม่ปิดกั้น
ข้อเสีย พรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลอ่อนแอ การต่อรองผลประโยชน์เกิดขึ้นมากมาย
ข้อสรุป ถอยหลัง 20 ปี (น่าจะถอยไปนานกว่านั้น ก่อนรัฐธรรมนูญ 40 ที่ยอมให้มี ส.ส.อิสระ)
3. การให้ ส.ว.มาจากการสรรหา และเลือกตั้งในระดับจังหวัดจากบัญชีรายชื่อที่คัดกรองมาแล้ว
ข้อดี ส.ว.จะไม่ไปเกี่ยวข้องหรือไปขอการสนับสนุนจากฐานอำนาจการเมือง
ข้อเสีย ไม่มีหลักประกันว่ากระบวนการสรรหาจะได้คนมีความสามารถหรือมาจากพวกพ้อง
ข้อสรุป ถอยหลัง 20 ปี (น่าจะถอยไปนานกว่านั้น สมัย ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง)
4. การให้ กกต.มีอำนาจแค่ให้ใบเหลือง(สั่งเลือกตั้งใหม่) ส่วนใบแดง(เพิกถอนสิทธิ) ต้องไปที่ศาล
ข้อดี เชื่อว่ากระบวนการเพิกถอนสิทธิเป็นคำสั่งประหารทางการเมือง ควรให้ศาลพิจารณา
ข้อเสีย นักการเมืองทุจริตไม่กลัวใบเหลือง เลือกตั้งใหม่กี่ครั้งก็ชนะ
ข้อสรุป ถอยหลัง 10 ปี (รัฐธรรมนูญ 40 ให้ กกต.ให้ใบเหลือง ใบแดงได้)
สรุป ก้าวหน้า 40 ปี ถอยหลัง 70 ปี จึงเป็น ถอยหลัง 30 ปี
หมายเหตุ
เป็นมุมมองเฉพาะประเด็นการปฏิรูปการเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกับประเด็นปฏิรูปเรื่องอื่นๆ
ดาวน์โหลดเอกสารประอบการเสวนาวิชาการฯ คลิ๊กที่นี่
เข้าชมทั้งหมด 584 ครั้ง