คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง / ถ่วงดุลหรือถ่วงการพัฒนา
โดย 22 เมษายน 2558
ขยายตัวอักษร :
ก่อนนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นาย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มานั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ หรือที่เข้าใจว่าเป็นแม่น้ำอีกสายหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการปฏิรูปประเทศ หลังจากการเข้ายึดอำนาจ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

ประเด็นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเกิดมีการตั้งข้อสังเกตกันมากมาย และที่สำคัญเกิดจินตนาการขึ้นมาว่า กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจมากเกินไป ทำตัวเป็นองค์กรที่เป็นตำรวจ อัยการ ศาล พร้อมกันในการจัดการเลือกตั้ง จะต้องมีการถ่วงดุล ก็เลยผุดไอเดียว่า จะต้องมีองค์กรใหม่ คือ คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อมาทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง และให้ กกต.เหลือเพียงเป็นผู้กำกับการเลือกตั้งเท่านั้น

การเลือกตั้งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลายๆประเทศที่ไม่มีการเลือกตั้ง จึงมักถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย

การเลือกตั้งเป็นขบวนการที่ต้องการคัดเลือกคนดี (มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีจริยธรรม คุณธรรมและเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ) เข้ามาเป็นผู้แทนที่จะใช้อำนาจอธิปไตยแทนคนทั้งประเทศ

กระบวนการเลือกตั้งจะต้องกระชับ ชัดเจน และรวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ ต่อผู้สมัครและพรรคการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จึงเปรียบเทียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอล ที่กรรมการจะต้องควบคุมเกมการแข่งขันให้อยู่ในกฎ กติกา ใครเล่นนอกกติกา หรือแหกกฎ ก็จะต้องได้รับการตักเตือน หรือไล่ออก เหมือนการให้ใบเหลือง ใบแดง มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถควบคุมเกมให้อยู่

ในขณะเดียวกัน กกต.ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสิน ก็จะต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และที่สำคัญต้องเคารพคนดู ที่เปรียบเสมือนประชาชนว่าต้องไม่ตัดสินเกินกติกาหรือนอกกติกา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนยอมรับ และเชื่อถือ จนทุกฝ่ายสามารถสามารถยอมรับผลลัพท์ที่จบลง

กกต.หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้น หลังรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 เพราะทุกฝ่ายเห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมากว่า 60 ปี ที่กำกับและจัดการโดยกระทรวงมหาดไทย ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยสนิทใจว่า ได้ทำหน้าที่โดยความเที่ยงตรง สุจริต ยุติธรรม และโปร่งใส จนเป็นเหตุให้ขาดความเชื่อถือในความเป็นกลางและอิสระ เพราะมักตกอยู่ใต้อิทธิพลของการเมือง

การทำหน้าที่ของ กกต. ผ่านมาแล้วเกือบ 17 ปี กกต.ชุดปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 4 แม้ว่าทุกวันนี้ กกต.ยังไม่สามารถพิสูจน์ตนเองให้เห็นว่า สามารถทำงานได้สมบูรณ์แบบตามเป้าหมายที่วางไว้ ที่ต้องการให้การเลือกตั้งสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม แต่ว่าคงไม่มีใครอาจปฏิเสธว่าความพยายามของ กกต. กำลังพัฒนาไปสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าทุกคน คงเห็นตรงกันว่าตราบใดหากการเลือกตั้งไม่สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ระบอบประชาธิปไตยก็ยังจะคงเป็นปัญหาต่อไป

การเสนอแนวคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่อยากให้มีอีกองค์กรหนึ่ง เพื่อซ้อนอำนาจของ กกต. ที่เรียกว่า คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในมาตรา 268 โดยอาศัยอำนาจของปลัดกระทรวง 5-6 กระทรวง คัดเลือกคนเข้ามาทำหน้าที่ เพราะคิดว่า คณะกรรมการชุดนี้จะสามารถมาถ่วงดุลการเลือกตั้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะลดบทบาทลงเหลือแค่เป็นผู้กำกับการเลือกตั้งเท่านั้นคงจะเป็นหนทางของการปฏิรูปการเลือกตั้งในครั้งหน้า

การจัดการเลือกตั้งในทุกระดับ ควรให้เป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระ ที่จะต้องรับผิดชอบทำงานประจำเฉพาะด้าน ไม่ใช่งานฝากหรือให้หน่วยงานใดเข้ามาเป็นเจ้าภาพเฉพาะกิจ เพราะการจัดการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในประเทศมีมากมายและคลอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ การเอาองค์กรอื่นมาแทรก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการถ่วงดุล แต่เป็นการเพิ่มปัญหา ความยุ่งยาก ซับซ้อนมากขึ้น อันจะส่งผลกระทบไปถึงเป้าหมายของการเลือกตั้งเบี่ยงเบน ยืดเยื้อ ซับซ้อน ยุ่งยาก หนักขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน กกต.เป็นองค์กรอิสระที่เป็นเอกภาพและมีหน้าที่ชัดเจนเฉพาะการเลือกตั้งอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นองค์กรที่มีบุคคลจำนวนหนึ่งที่พร้อมอำนวยการเลือกตั้ง อาจจะมีบางครั้งบางโอกาสที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับบุคลากรจากหน่วยงานอื่นๆ ก็เป็นไปเพื่อความสะดวกและประหยัด อย่างเช่น การเลือกตั้งทั่วไป ที่มีหน่วยเลือกตั้งกว่า 93,000 หน่วย ต้องใช้คนจำนวนกว่า 1 ล้านคน จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการอื่นๆ

การร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้ เกี่ยวกับประเด็นของการเลือกตั้ง จึงควรมองไปที่จะช่วยกันเติมเต็มอย่างไร เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลัก เช่น การให้การเลือกตั้งเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ หรือการให้อำนาจเพิ่มเติมแก่ กกต.ในการสืบสวนสอบสวน เอาผิดกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเหมือนคดียาเสพติด เป็นต้น แทนที่จะจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาสอดแทรกทำให้การทำงานยุ่งยาก ซับซ้อน หนักขึ้นสิ้นเปลืองขึ้นไปอีกทั้งคนและงบประมาณ

ในบทความนี้ จึงขอนำนานาทัศนะของคณะกรรมการการเลือกตั้งบางท่านมาเสนอ ในฐานะผู้บริหารองค์กร และผู้มีประสบการณ์มาประกอบพิจารณา

นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ให้ความเห็นว่า กรณีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาให้แยกอำนาจการจัดการเลือกตั้งและอำนาจควบคุมการเลือกตั้งออกจากกัน โดยให้ กกต.ทำหน้าที่เฉพาะการควบคุมการเลือกตั้งและให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการจัดการเลือกตั้ง คงไม่วิจารณ์ อยากให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไปคิดเอาเอง ออกแบบมาอย่างไร เราก็ทำได้ทั้งนั้น ประการสำคัญคือ การปฏิรูปแล้วต้องดีขึ้น การพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นี้ยังไม่ถือเป็นข้อยุติเพียงแต่เป็นความคิดเห็นของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ยังต้องดูในส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้

" การปฏิรูปจะสัมฤทธิผลได้ดีนั้น ต้องทำให้ทุกอย่างดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงแบบนี้มันเป็นการย้อนกลับไปก่อนมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งอาจทำให้ กกต. ต้องทำงานลำบากและยากขึ้น มันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในการจัดการเลือกตั้งระหว่างองค์กรอิสระกับหน่วนงานราชการ ซึ่งการให้หน่วยราชการจัดการเลือกตั้งอาจถูกแทรกแซงและตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองที่จะเอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง และก่อให้เกิดการเสียเปรียบและได้เปรียบในการเลือกตั้ง ส่งผลให้ กกต.ไม่สามารถตรวจสอบและควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสายการบังคับบัญชา ดูแลการบริหารจัดการเลือกตั้งเป็นส่วนของราชการประจำ "
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ให้ความเห็นว่าจะเกิดโกลาหล และขอให้ออกกฎหมาย กฎระเบียบให้ชัดเจนว่าจะให้ยื่นการร้องคัดค้านการเลือกตั้งกับ กกต.หรือไม่ เพราะถ้าให้ยื่นกับ กกต. ทาง กกต.ก็ต้องไปขอข้อมูลต่างๆ จากกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงต่างๆซึ่งเป็นฝ่ายจัดการเลือกตั้ง ซึ่งคงจะไม่ง่ายนักที่จะะได้ข้อมูล แต่จะทำให้ กกต. กลายเป็นศัตรูกับเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ถ้าระบบเป็นแบบนี้เชื่อว่า เมื่อเริ่มระฆังรับสมัครเมื่อใด กกต.ต้องรับคำร้องขอให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรณีไม่วางตัวเป็นกลางแน่นอน

"ในอดีต กกต. จัดการเลือกตั้งเอง มีรายงานว่าข้าราชการในพื้นที่ไม่วางตัวเป็นกลาง กกต.ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทย ย้ายผู้ว่าฯ กระทรวงมหาดไทยยังไม่ย้ายให้เลย ถ้าเป็นแบบนี้ กกต.สามารถสั่งย้ายผู้ว่าฯได้หรือไม่ ถ้า กกต.ไม่มีอำนาจ ก็คงโกลาหลแน่ เพราะฝ่ายค้านก็คงจะค้านทุกเรื่อง”

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง ให้ความเห็นว่า ไม่เห็นด้วย หากจะให้การจัดการเลือกตั้งกลับไปอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เพราะข้าราชการประจำก็จะอยู่ภายใต้สังกัดการเมือง อาจจะทำห้เกิดความเกรงใจ หรือการกระทำที่เอื้อประโยชน์ของ ฝ่ายการเมือง การจัดการเลือกตั้งควรอยู่ในการกำกับ ดูแลขององค์กรอิสระที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายการเมืองใดๆ

ดร.ประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ให้ความเห็นว่ารู้สึกผิดหวังกับแนวความคิดของกรรมาธิการยกร่างฯ คณะนี้มาก ทั้งๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ทำไมถึงมองโจทย์ประเทศไม่ออก ปัญหาของการจัดการเลือกตั้งในประเทศไม่ได้อยู่ที่ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งไม่เรียบร้อย แต่ปัญหาที่แท้จริง อยู่ที่การซื้อสิทธิขายเสียงที่มีอยู่ทั่วไปทุกหย่อมหญ้า และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ตั้งแต่ระดับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล ส.ส. และ ส.ว. ทุกคนต้องระดมสมองมาหากทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่มัวแต่หลงทางสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ให้สินเปลืองงบประมาณเข้าไปอีก

" อยากถามกลับไปที่กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญว่า ท่านมองไม่ออกจริงๆหรือ ปัญหาของบ้านเมืองอยู่ที่การทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียง เพราะเมื่อใช้เงินเข้ามาสู่วงการเมือง ก็เข้ามาทุจริตมาคอร์รัปชั่น มาถอนทุน เป็นวงจรอุบาทว์ทุกวันนี้ ท่านสร้างองค์กร กจต.มาจัดการเลือกตั้งแทน กกต.จะช่วยแก้ปัญหาซื้อสิทธิขายเสียงได้อย่างไร เหมือนคนไข้เป็นโรคไปหาหมอ คนเป็นหมอกลับวินิจฉัยผิด ให้ยาผิด รักษาผิด นอกจากโรคไม่หายแล้ว คนไข้ยังอาจเสียเงินเสียทองและเสียชีวิต”

บทความโดย
นายอัศวัชร์ อภัยวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง
ดร.ประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการการมีส่วนร่วม
เข้าชมทั้งหมด 941 ครั้ง