Logo
 
 
    1     2     3     4     5  

บริการ/ข้อมูลการเลือกตั้ง >> การมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง
เครื่องลงคะแนนอิเลคทรอนิกส์

วันที่ 10 ก.พ. 2560
 
เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์
 
  • ความเป็นมาของการลงคะแนนเลือกตั้ง
  • ความเป็นมาของเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งในต่างประเทศ
  • การเปรียบเทียบการใช้บัตรลงคะแนนกับเครื่องลงคะแนน
  • การใช้เครื่องลงคะแนนในการเลือกตั้ง
  • ความเป็นมาของเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งของประเทศไทย
  • เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ
          ความเป็นมาของการลงคะแนนเลือกตั้ง
 
              ในสมัยโรมันการลงคะแนนใช้การหย่อนลูกหินก้อนดินเหนียวหรือเศษดินเผาลงในภาชนะการลงคะแนนโดยใช้บัตรเลือกตั้งมีหลักฐานปรากฏในราวปี 139 ก่อนคริสตกาล ณ กรุงโรม
 
              นับตั้งแต่ระบอบการปกครองของประเทศต่างๆในยุโรปได้เริ่มเปลี่ยนแปลงมาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ราวพุทธศักราช 2343 การจัดการเลือกตั้งในระยะแรก ๆ จะเกี่ยวข้องกับการจัดการลงคะแนนเลือกตั้ง การจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และกระบวนการบริหารจัดการการเลือกตั้ง เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการจัดการเลือกตั้งระยะแรก ๆ ในการลงคะแนนเลือกตั้งจะเป็น กระดาษ และปากกา เดิมบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเขียนด้วยลายมือ ต่อมาเมื่อมีเครื่องพิมพ์ดีดเกิดขึ้น จึงเปลี่ยนมาเป็นการพิมพ์ สำหรับการนับคะแนนจะใช้การขีดบนกระดานดำ
 
       ความเป็นมาของเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งในต่างประเทศ

               เมื่อเทคโนโลยีได้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นได้มีการริเริ่มนำเครื่องลงคะแนน และคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเลือกตั้ง โดยในราวปีพุทธศักราช 2343 Joseph Marie Jacquard ได้ประดิษฐ์เครื่องลงคะแนน ขึ้นเป็นครั้งแรก

       เครื่องลงคะแนนแบบ Lever Pull Machines
 
                ในปี พุทธศักราช 2513 ได้เริ่มมีการนำ เครื่อง Optical Scanner มาช่วยในการนับคะแนน เมื่อถึงปีพุทธศักราช 2533 

       เครื่อง Optical Scanner
 
                เริ่มมีการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ แบบ บันทึกการลงคะแนน (Direct Recording Electronics : DRE ) แทนการใช้บัตรเลือกตั้งโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณร้อยละ 98 ได้ใช้เครื่องลงคะแนนดังกล่าวนี้ ในปีพุทธศักราช 2539 ในการเลือกตั้งท้องถิ่น และการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ
                 ประเทศต่าง ๆ นำเทคโนโลยีมาช่วยในการลงคะแนนและการนับคะแนนการเลือกตั้งแตกต่างกันไป ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป อเมริกาใต้ และประเทศในเอเชียบางประเทศ ได้เริ่มเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งจากการลงคะแนน ด้วยบัตรเลือกตั้ง ไปเป็นการลงคะแนนเลือกตั้งด้วยเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น
 
 
       เปรียบเทียบการลงคะแนนเลือกตั้งแบบใช้บัตรเลือกตั้งกับการลงคะแนนเลือกตั้งด้วยเครื่องลงคะแนน
 
        ความเป็นมา

                 เพื่อปรับปรุงกระบวนการการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นประชาชนมีความสะดวก ลดขั้นตอนในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้ง อาทิ บัตรเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง การลงคะแนน การนับคะแนน และการเก็บรักษาวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวหลังวันเลือกตั้ง และเพื่อประหยัดงบประมาณของแผ่นดิน
 

การลงคะแนนเลือกตั้ง
แบบใช้บัตรเลือกตั้ง

การลงคะแนนเลือกตั้ง
ด้วยเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง

ก่อนวันเลือกตั้ง

1.เตรียมเจ้าหน้าที่ บัตรเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์ 1.เตรียมเจ้าหน้าที่เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์

วัน
เลือกตั้ง

1.ประชาชนแสดงบัตรประจำตัวต่อเจ้าหน้าที่ ประจำหน่วยเลือกตั้ง 2.เจ้าหน้าที่ตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อ?ควบคุมการเข้าไปในคูหา/ การหย่อนบัตรเลือกตั้ง 3.เจ้าหน้าที่มอบบัตรเลือกตั้งให้ประชนชน 4.ประชาชนไปกาบัตรในคูหา 5.หย่อนบัตรลงหีบบัตรเลือกตั้ง 1.ประชาชนแสดงบัตรประจำตัวต่อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง 2.เจ้าหน้าที่ตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อ?? ควบคุม คิว/การเข้าออกคูหา 3.ประชาชนไปกดเครื่องลงคะแนนเลือกผู้สมัคร/พรรคในคูหา

การ
นับคะแนน

1.ขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งไปยังสถานที่นับคะแนน 2.ตรวจสอบหีบบัตรเลือกตั้ง 3.ตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งในหีบบัตรเลือกตั้ง 4.แยกบัตรเป็นมัด ๆ ละ 50 ฉบับ แล้วนำไปรวมไว้ 5.นำบัตรเลือกตั้งไปนับที่ละกระดานๆละ500 ฉบับ ? 6.นำคะแนนแต่ละกระดานมารวมเป็นคะแนนแต่ละคน/พรรค 7. ประกาศผลคะแนน 1. ตรวจสอบผลจากเครื่องรวมคะแนน 2. ประกาศผลคะแนน

หลัง
วันเลือกตั้ง

1.เก็บรักษาบัตรเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์(ใช้ที่เก็บมาก) 2.ประกาศผลการเลือกตั้งทำลายบัตรเลือกตั้งและเอกสารที่ไม่มีการร้องเรียนตามที่กำหนด 1. เก็บรักษาเครื่องลงคะแนน และวัสดุอุปกรณ์ 2.ประกาศผลการเลือกตั้งเก็บกระดาษที่พิมพ์จากเครื่องลงคะแนนไว้เป็นหลักฐาน (ใช้ที่เก็บน้อย)
 
 
        การใช้เครื่องลงคะแนนในการเลือกตั้ง

        การเลือกตั้งในอนาคต
                   หลายประเทศในโลก เช่น อินเดีย บราซิล ญี่ปุ่น เบลเยียม อังกฤษ อเมริกา ฮังการี เยอรมนี ฯลฯ ต่างนำเครื่องลงคะแนน และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)มาใช้ในการจัดการเลือกตั้งทำให้กระบวนการ ในการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ ประหยัดทรัพยากร เกิดความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการทุจริตได้ทุกขั้นตอน 

                   ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต. ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานทางวิชาการและบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ทำการศึกษา วิจัย ออกแบบเครื่องลงคะแนนต้นแบบ (Thai Voting Machine) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้สะดวกยิ่งขึ้น การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม มีความเท่าเทียมกันในการแข่งขันของทุกฝ่าย รวมทั้งมุ่งสนองตอบต่อกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ช่วยลดขั้นตอนการนับคะแนน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนการจัดเก็บหลักฐานต่าง ๆ ในการลงคะแนนเลือกตั้ง

                    เราต้องกลับมาถามตัวเราว่า ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้นั้นความพอดีอยู่ที่ใด นอกจากเพื่อลดขั้นตอนในการทำงาน ลดต้นทุนในระยะยาว โดยที่จะต้องลงทุนด้านงบประมาณอย่างสมเหตุสมผล รวมทั้งยังต้องการความเห็นร่วมของทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในความเชื่อมั่นต่อการจัดการเลือกตั้ง ของกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้ง และต่อเครื่องลงคะแนน
 
               การใช้นวัตกรรมในการเลือกตั้งของประเทศต่าง ๆ

              จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าหลายประเทศต่างก็มีการนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกตั้ง เช่น
               สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีแนวคิดที่จะปรับปรุงการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการเลือกตั้งในปัจจุบันต้องใช้เวลาและขั้นตอนที่ยุ่งยากซ้ำซ้อนโดยเฉพาะ การนับคะแนนมีการร้องเรียนว่ามาตรฐานในการวินิฉัยบัตรแตกต่างกัน จึงได้มีการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำระบบการเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ จึงได้ร่วมกับบริษัทวิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด ทำการศึกษาวิจัย และพัฒนาเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งขึ้นมา โดยได้พัฒนา และปรับปรุงจนถึงรุ่นที่ 3 และได้มีการสร้างเครื่องต้นแบบ

                      1. ระบบการตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง และระบบการแจ้งหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง โดยการตรวจสอบทางโทรศัพท์ การตรวจสอบผ่านโทรศัพท์มือถือ(Mobile Phone) โดยระบบ SMS หรือ GPRS การตรวจสอบทางแฟกซ์อัตโนมัติ และโดย E-mail
                      2. ระบบการลงคะแนนนอกราชอาณาจักร โดยระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Secure E-mail) และระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature)
                      3. ระบบการลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง โดย ระบบอินทราเน็ต(Intranet) หรือ ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) เช่นกรณีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของประเทศเบลเยียม สวีเดน และอังกฤษ เป็นต้น
                      4. ระบบการนับคะแนนด้วยเครื่องจักร (Electronic Counting Machine) เช่น ที่ประเทศอังกฤษ อเมริกา ฮ่องกง
                      5. ระบบการลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนน (Electronic Voting Machine) เช่นที่ อินเดีย บราซิล ญี่ปุ่น
 
 
                 แผนการนำเครื่องลงคะแนนไปสู่สังคม 

                 สำหรับประเทศไทยเรา องค์ความรู้ ความสามารถและศักยภาพในการสร้างเครื่องลงคะแนน หรือการจัดทำระบบการลงคะแนนไม่ใช่เรื่องยาก เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่เรื่องที่ยากยิ่งกว่าคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นต่อการนำเครื่องลงคะแนน และการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้งาน
                 กกต.มีความตั้งใจว่า หลังจากวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 เมื่อกกต.รับมอบเครื่องลงคะแนนแล้ว โดยเครื่องต้นแบบรุ่นแรกซึ่งมีการทำงานอย่างง่าย ๆ โดยมีองค์ประกอบเพียงสองส่วนได้แก่ ส่วนที่ใช้แทนหีบบัตรเลือกตั้ง (CU) กับส่วนที่ใช้แทนบัตรเลือกตั้ง (BU) จากนั้นก็จะขอให้ บริษัทวิทยุการบิน สร้างเครื่องต้นแบบเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 100 ชุด แล้วนำไปสาธิตทั่วประเทศ โดยทดลองใช้ในการเลือกตั้งต่าง ๆ เช่น การเลือกประธานนักเรียน ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมทั้งการเลือกตั้งต่างๆ ที่เป็นการเลือกตั้งแบบเสียงเดียว เบอร์เดียว (One Man One Vote) หลังจากทดลอง ใช้งานจริงแล้วก็จะทำการวิเคราะห์ประเมิน หาจุดอ่อนจุดแข็งของเครื่องต้นแบบ และหาความต้องการปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับปรุงเครื่องลงคะแนนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

                  ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายระเบียบให้สอดคล้องกับการนำเครื่องลงคะแนนมาใช้ในการเลือกตั้ง นำเครื่องลงคะแนนไปทดลองใช้ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น อบต. เทศบาล อบจ. แล้วจึงนำไปใช้จริงในการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป
                  ผลกระทบของเครื่องลงคะแนนและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเลือกตั้ง
               เนื่องจาก เครื่องลงคะแนนเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง และส่งผลสะเทือนต่อสังคมอย่างมหาศาล และต่อเนื่องภาคเอกชนในเชิงการค้า การลงทุนจะเกิดมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องในกระบวนการสร้างเครื่องลงคะแนน และจะเกิดการจ้างงานต่อเนื่องตามมา ภาครัฐจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนในการปฏิบัติและวิธีการทำงานของกระบวนการประชาธิปไตยในการเลือกตั้งทั้งระบบ ภาคประชาชนจะสามารถเลือกตั้งและมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ภาคสังคมจะสามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น ส่งผลถึงการบริหารงานแบบธรรมาภิบาล (Good Governance) ที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 
                   ในอนาคตสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็จะต้องเผชิญกับความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่ ๆ ที่จะต้องตอบสนองความต้องการเป็นราย ๆ ไป (People Center) ตามหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ และตามความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การเลือกตั้ง ประชาชนจะสามารถเลือกตั้งที่ไหนก็ได้โดยใช้บัตร Smart Card แสดงตน แล้วก็ไปกดลงคะแนนที่เครื่องลงคะแนน เป็นต้น
                   จะมีการกระจายอำนาจการตัดสินใจขององค์กรไปยังระดับล่าง โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยการตัดสินใจในระดับสูงจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอจากเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งอนาคต จะมีระบบการค้นหาเครือข่ายหัวคะแนน ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น มีคลังข้อมูล(Data Mining)รูปแบบการร้องเรียนและการทำความผิดตามกฎหมาย มีระบบการตรวจสอบการซื้อเสียงอัจฉริยะ (AI) การทำงานของสายสืบ กกต.ภาคสนามและแนวร่วมประชาชนในพื้นที่จะสามารถติดต่อกลับมายังสำนักงาน กกต.และสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา
                   กรอบความคิด (Paradigm) ในการทำงานขององค์กรจะเปลี่ยนไปจะเกิดค่านิยมและวัฒนธรรมในการทำงานที่เป็นเครือข่าย ยืดหยุ่นและเป็นแนวราบมากขึ้น นั่นก็คือ ประชาชนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการการเลือกตั้งมากขึ้น แต่กกต. ก็ยังคงยึดมั่นในหลักการความสุจริตและเที่ยงธรรม
                   กกต.จะมีคลังความรู้ องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ (Knowledge Base) ในการบริหารจัดการและออกแบบการเลือกตั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีโครงสร้างการทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับตัวตามสภาวะของสังคม และการบริหารงานตามสถานการณ์ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ประชาชน และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการทำงานอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
 
                  ความเป็นมาของเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งในประเทศไทย 

           ทำไมจึงต้องใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่การลงคะแนนโดยใช้บัตรเลือกตั้งก็ดีอยู่แล้ว
  • ทำไมจึงใช้รถทั้ง ๆ ที่ก็มีขาเดินได้อยู่แล้ว ?
  • ทำไมจึงใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้ง ๆ ที่ก็มีโทรศัพท์บ้านอยู่แล้ว ?
  • ทำไมต้องใช้เครื่องคิดเลข หรือคอมพิวเตอร์ ทั้ง ๆ ที่ก็คิดเลขเป็นอยู่แล้ว ?
  • อื่น ๆ อีกมากมาย ทำไม ? ? ? ? ? ? ? ?
            เหตุที่ต้องใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง
  •  ใช้บุคลากรจำนวนมากในการนับคะแนน
  • ใช้เวลาในการนับคะแนนข้ามวันข้ามคืน
  • กระบวนการนับคะแนนซับซ้อน
  • บัตรเสียจำนวนมาก
  • การวินิจฉัยไม่เป็นมาตรฐาน
  • ใช้งบประมาณมาก
 
            เครื่องลงคะแนนช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดในการเลือกตั้ง
  • ลดงบประมาณในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 80 ล้านฉบับ
  • ลดขั้นตอนและเวลาที่ใช้ในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
  • ลดจำนวนกรรมการประจำหน่วยและเจ้าหน้าที่
  • ลดค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมการประจำหน่วย ไปได้ 3-4 คน
  • ลดจำนวนกรรมการนับคะแนน / เจ้าหน้าที่
  • ลดเวลาที่ใช้ในการนับคะแนนและการรวมผลคะแนนเลือกตั้ง
  • ลดบัตรเสีย เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกเฉพาะหมายเลขที่มีผู้สมัครเท่านั้น
  • การวินิจฉัยเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน
  • ลดขึ้นตอนและเวลาในการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนการเลือกตั้ง
  • ลดปริมาณการขนส่งบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์
  • ช่วยให้การบริหารจัดเก็บวัสดุ อุปกรณ์ และหลักฐานหลังการเลือกตั้งดีขึ้น และใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อยลง
  • ลดปริมาณและสถานที่ในการจัดเก็บหลักฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้งลง
  • สามารถตรวจสอบการลงคะแนนหลังการเลือกตั้งได้เช่นเดียวกับการเก็บบัตรเลือกตั้งไว้ กรณีมีปัญหา

                 เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ (Thai Votion Machine)
 


                     พัฒนาการเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง
  • เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบรุ่นที่ 1 (TVM-A1)
 

 
 
                   คุณลักษณะเด่น คือ
  • สามารถรองรับการลงคะแนนแบบหนึ่งคนหนึ่งเบอร์ (First past the post)
  • ให้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งมีความคล้ายคลึงกับบัตรเลือกตั้งและหีบบัตรเพื่อให้ประชาชนเกิดความคุ้นเคยและยอมรับได้ง่าย โดยแบ่งเป็น
                    -  เครื่องรวมคะแนน แทน หีบบัตรเลือกตั้ง จำนวน 1 เครื่อง
                    -  เครื่องลงคะแนน แทน บัตรเลือกตั้ง จำนวน 4 เครื่อง (สำหรับ 4 คูหา)
  • หากต้องการงดออกเสียง สามารถกดปุ่ม "ไม่ประสงค์ลงคะแนน”
  • มีอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา
  • มีปุ่มอนุญาตการลงคะแนน โดยผู้มาใช้สิทธิจะสามารถลงคะแนนได้ต่อเมื่อได้รับการตรวจสอบสิทธิ และได้รับการอนุญาตจากกรรมการโดยการกดปุ่มอนุญาตลงคะแนน
  • แบตเตอร์รี่สามารถรองรับการทำงานได้ 12 ชม.
  • เมื่อการลงคะแนนเสร็จสิ้นสามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ทันที
 
                                        เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบรุ่นที่ 2 (TVM-A2) 
 
                     จากผลการทดสอบการใช้งานเครื่องต้นแบบ รุ่นที่ 1 ในห้องทดลอง และผลจากการสาธิตและ ประชาสัมพันธ์คณะทำงานได้รับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากผู้ใช้งานในเรื่องความไม่เหมาะสมในการกดปุ่มอนุญาตการลงคะแนน ซึ่งทำให้เกิดความสับสนกับกรรมการผู้ควบคุมสำหรับการเลือกตั้งที่ยาวนาน คณะทำงานจึง ได้ออกแบบปรับปรุงจากรุ่นแรก โดยมีคุณลักษณะเด่นเพิ่มเติมคือ
  •  เปลี่ยนระบบการกดปุ่มอนุญาตการลงคะแนนเป็นระบบการหน่วงเวลาอัตโนมัติเพื่ออนุญาตการลงคะแนน (Time Delay)
  • มีระบบเสียงพูดแนะนำการลงคะแนนสำหรับผู้มาใช้สิทธิในทุกขั้นตอน
  • มีเครื่องพิมพ์บันทึกคะแนนเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในกรณีที่มีข้อสงสัย

                 บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ส่งมอบเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง ต้นแบบรุ่นที่ 2 นี้ ให้กับ กกต. เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 และได้ร่วมกับ กกต. ในการประชาสัมพันธ์เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งผ่านสื่อต่างๆ อาทิ รายการเลือกตั้ง พลังประชาชนทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง11, รายการครอบจักรวาล ทาง ททบ. 5, การสัมภาษณ์สดผ่านรายการสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ และรัฐสภาเป็นต้น

 
               เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบรุ่นที่ 3 (TVM-A3)
 
                    ภายหลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลในการนำเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งรุ่นที่ 2 ออกจัดสาธิต และประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทั่วไป คณะทำงานจึงได้พัฒนาเครื่องลงคะแนน เลือกตั้งต้นแบบรุ่นที่ 3 เพื่อให้สามารถรองรับการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและในระดับ ท้องถิ่น กล่าวคือ สามารถรองรับการเลือกตั้ง ทั้งประเภท หนึ่งคนหนึ่งเบอร์ (First past the post) และ แบบหนึ่งคนหลายเบอร์ (Block Votes) ได้ในคราวเดียวกัน โดยได้ ผลิตเครื่องต้นแบบรุ่นที่ 3 จำนวน 100 ชุด เพื่อนำออกสาธิตและเผยแพร่ให้กับ ประชาชนทั่วประเทศโดยมีคุณลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้นดังนี้
  • รองรับการลงคะแนนได้ถึง 2 ประเภทพร้อม ๆ กันสำหรับการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง เช่น การเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต และการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ
  • กำหนดรูปแบบการลงคะแนนได้ทั้ง แบบหนึ่งคนหนึ่งเบอร์ (First past the post) และแบบหนึ่งคนหลายเบอร์ (Multiple Votes)
  • มีนาฬิกาบอกเวลาการลงคะแนน
  • สามารถรายงานผลการลงคะแนนได้ทันทีทั้ง 2 ประเภท เมื่อปิดการเลือกตั้ง
  • สามารถทดสอบการลงคะแนนก่อนการเปิดคูหา
  • มีเครื่องพิมพ์เก็บคะแนนเพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน ในกรณีที่มีข้อข้องใจ
 
                        องค์ประกอบของเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งรุ่นที่ 3 จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน

      1. ส่วนที่เรียกว่า เครื่องรวมคะแนน (CU) ทำหน้าที่แทนหีบบัตรเลือกตั้ง
      2. ส่วนที่เรียกว่า เครื่องกดคะแนน (BU) ทำหน้าที่แทนบัตรเลือกตั้ง มีแถบอักษรเบลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา มีปุ่มไม่ประสงค์ลงคะแนน

                       ขั้นตอนการใช้งานเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งรุ่นที่ 3

      1. กำหนดรูปแบบการลงคะแนน คือ กำหนดว่าการลงคะแนนเป็นแบบ 1 หมายเลขหรือแบบหลายหมายเลข เมื่อกำหนดรูปแบบแล้ว กดปุ่ม ทดสอบ
      2. การทดสอบการลงคะแนน ทดสอบว่าสามารถลงคะแนนได้ตามที่กำหนด ก่อนเริ่มใช้งาน เมื่อทดสอบเรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม เปิดคูหา
      3. การเปิดคูหา สามารถลงคะแนนได้ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. การลงคะแนนให้กดหมายเลขที่ต้องการเลือก แล้วกดปุ่มกากบาทด้านล่าง เพื่อยืนยันการลงคะแนน หรือถ้าไม่ต้องการลงคะแนน ก็กดปุ่มไม่ประสงค์ลงคะแนน แล้วกดปุ่มกากบาทด้านล่าง เพื่อยืนยันการลงคะแนน
      4. การปิดคูหา เมื่อถึงเวลาปิดคูหา กดปุ่ม ปิดคูหา และรายงานผลสรุปการลงคะแนน เครื่องจะทำการพิมพ์รายงานผลคะแนนสรุปของ แต่ละหมายเลข ให้ทราบทันทีที่กดปุ่ม ปิดคูหา

 
เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบรุ่นที่ 4 (TVM 4)

                        ด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ในการนำองค์ความรู้มาวิจัยพัฒนา และผลิตเครื่องลงคะแนน รุ่น 4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับการเลือกตั้ง โดยมีระบบพิมพ์ผลหมายเลขที่เครื่องลงคะแนน สามารถตรวจสอบกลับกับผลคะแนนที่เครื่องรวมคะแนนได้และเพิ่มจำนวนหมายเลขผู้สมัครให้มากขึ้น บรรจุในรูปแบบกระเป๋าหิ้ว มีแผ่นกั้นเพื่อใช้เป็นคูหาอยู่ภายในกระเป๋า สะดวกต่อการขนย้าย ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้งานได้อย่างเหมาะสมเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง รุ่น 4 เป็นการลงคะแนนและรวมคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยสามารถกำหนดรูปแบบการลงคะแนน 2 แบบ คือแบบผู้มาใช้สิทธิ 1 คน เลือกลงคะแนนได้ 1 หมายเลข (One Man One Vote) หรือ แบบผู้มาใช้สิทธิ 1 คน เลือกลงคะแนนได้หลายหมายเลข (One Man Multiple Vote) ผู้มาใช้สิทธิสามารถเลือกหมายเลข ด้วยการกดปุ่มหมายเลขที่เลือกที่เครื่องลงคะแนน หรือกดปุ่มไม่ประสงค์ลงคะแนน หากไม่ต้องการเลือกหมายเลขใด และสามารถเปลี่ยนหมายเลขที่เลือกโดยการกดปุ่มยกเลิก เมื่อสิ้นสุดการเลือกหมายเลขจึงกดปุ่มยืนยันการลงคะแนน เครื่องลงคะแนนจะพิมพ์ใบยืนยันการลงคะแนน เพื่อยืนยันหมายเลขที่เลือก คะแนนจะถูกส่งไปยังเครื่องรวมคะแนนเพื่อทำการรวมคะแนนและประกาศผลคะแนน เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุด
 
                  คุณสมบัติเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง

         เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง รุ่น 4 มีคุณสมบัติดังนี้
                 1. มีรูปแบบการลงคะแนน 2 รูปแบบ คือ
                       - 1 คน เลือก 1 หมายเลข (One Man One Vote)
                       - 1 คน เลือก หลายหมายเลข (One Man Multiple Vote)
                 2. มีการใช้งาน 2 แบบ คือ
                       - สำหรับการสาธิตสามารถเลือกแสดงเวลาเปิดคูหา โดยตั้งเวลาตามความต้องการ หรือใช้เวลาตามค่าเริ่มต้น (00.00 น. หรือ 08.00 น.) และไม่จำกัดเวลาในการปิดคูหา
                      - สำหรับการเลือกตั้งตามกฎหมาย เปิดคูหาเวลา 08.00 น. และปิดคูหาเวลา15.00 น. หลังจากปิดคูหาเครื่องจะทำการเก็บผลคะแนน และป้องกันการลบคะแนน ภายใน 30 วัน
                3. มีเสียงบอกขั้นตอนการทำงาน
                4. มีระบบทดสอบการลงคะแนนก่อนการเปิดคูหา
                5. สามารถเปิด-ปิดการใช้งานเครื่องพิมพ์ได้
                6. เครื่องลงคะแนนมีระบบพิมพ์หมายเลขที่ผู้มาใช้สิทธิเลือก เพื่อยืนยันหมายเลขที่เลือก และสามารถตรวจสอบกลับ กับผลคะแนนที่เครื่องรวมคะแนนได้
                7. มีระบบพิมพ์เก็บคะแนนที่เครื่องรวมคะแนน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน
                8. มีระบบพิมพ์รายงานผลการลงคะแนนได้ทันทีเมื่อปิดการลงคะแนน

                       อุปกรณ์เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง
         อุปกรณ์เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง 1 ชุด ประกอบด้วย

                1. เครื่องรวมคะแนน (Control Unit ; CU) จำนวน 1 เครื่อง
                2. เครื่องลงคะแนน (Ballot Unit ; BU) จำนวน 4 เครื่อง
                3. สายเชื่อมต่อ 4 เส้น
                4. เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ 5ชุด
                5. แผ่นทาบอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา 4 แผ่น
                6. แผ่นปิดปุ่ม กรณีที่มีผู้สมัครโดนตัดสิทธิ 1 ชุด 

          การลงคะแนน
 
              1. กรรมการกดปุ่มอนุญาตลงคะแนน "คูหา 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4” ที่เครื่องรวมคะแนนเพื่ออนุญาตลงคะแนน 
               2. ไฟสถานะคูหาบนเครื่องลงคะแนนที่คูหาที่เลือกจะแสดงความพร้อมเป็นสีเขียวพร้อมมีเสียงพูด "เชิญลงคะแนนค่ะ”
               3. ผู้มาใช้สิทธิกดปุ่มเลือก "หมายเลข” บนเครื่องลงคะแนนจะได้ยินเสียงสัญญาณและไฟที่ปุ่ม จะกระพริบ
               4. สำหรับการเลือกตั้งแบบหลายหมายเลข จะสามารถกดปุ่มเลือกหมายเลขได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้
              5. กดปุ่ม "ยกเลิก” หากต้องการเปลี่ยนแปลงหมายเลขที่เลือก
              6. กดปุ่ม "ไม่ประสงค์ลงคะแนน” หากไม่ต้องการลงคะแนนให้ผู้สมัครหมายเลขใดจะได้ยินเสียงสัญญาณ ไฟสีเหลืองที่ปุ่ม จะกระพริบ
              7. เมื่อเลือกหมายเลขครบตามจำนวนที่ต้องการ กดปุ่ม "ยืนยันการลงคะแนน” จะได้ยินเสียงสัญญาณ ไฟที่ปุ่มจะกระพริบสีเขียว พร้อมมีเสียงพูด "ท่านลงคะแนนเรียบร้อยแล้ว เชิญออกจากคูหาได้แล้วค่ะ”หากเลือกให้มีการพิมพ์หมายเลขที่เลือก จะมีเสียงพูดว่า "ท่านลงคะแนนเรียบร้อยแล้ว กรุณารับใบยืนยันการลงคะแนน และนำไปหย่อนลงหีบบัตร” ไฟแสดงสถานะคูหาจะกระพริบสลับเขียวแดง เครื่องลงคะแนนจะส่งคะแนนไปยังเครื่องรวมคะแนนไฟที่ปุ่มหมายเลขที่เลือกจะดับ และไฟแสดงสถานะคูหาจะเป็นสีแดง ให้ผู้ใช้สิทธิออกจากคูหา
              8. เครื่องรวมคะแนนจะบันทึกคะแนน พิมพ์การลงคะแนน และไฟที่ปุ่มอนุญาตลงคะแนนดับ (คูหา 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4)


 
ภาพกิจกรรมประชาสัมพันธ์เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง


 

 
 
*****************************************
 
 
 
 

สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง
ขณะนี้มีผู้ Online อยู่
 
facebook facebook facebook facebook