การเตรียมความพร้อมสำหรับเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง
โดย 25 เมษายน 2560
ขยายตัวอักษร :
ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีมติเบื้องต้นพิจารณาร่างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยให้เขียนความในร่างบทบัญญัติในส่วนวิธีออกเสียงลงคะแนนกล่าวคือ มาตรา 103 "การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละแบบแยกกันโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่น” นั้น ย่อมแสดงให้เห็นแนวโน้มในอนาคตการลงคะแนนเลือกตั้งอาจนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้แทนการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นวิธีเดิมที่ใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้งแต่ละครั้งที่ผ่านมา บทความนี้จะได้กล่าวถึงความเป็นมาของการศึกษาเกี่ยวกับเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการเป็นระยะเวลา 10 ปี มาแล้ว

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี พ.ศ. 2544 ได้ใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งไปเกือบ 2 พันล้านบาท เนื่องจากต้องใช้บุคลากรเพิ่มขึ้นในขั้นตอนการนับคะแนนรวม และใช้เวลาหลายวันกว่าการนับคะแนนที่เขตเลือกตั้งจะแล้วเสร็จทั้งหมด ปัญหาเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง การพิมพ์บัตรสีบัตรซีดจางไม่เท่ากัน ทำให้มีการสงสัยว่าอาจมีการปลอมบัตร จำนวนช่องในการกาบัตรเกินกว่าจำนวนผู้สมัคร ทำให้มีจำนวนบัตรเสียมาก จำนวนบัตรในแต่ละเล่มมีจำนวนไม่เท่ากัน บัตรเกิน 25 ฉบับต่อเล่ม หรือบัตรไม่ครบ 25 ฉบับต่อเล่ม ค่าใช้จ่ายในการขนส่งบัตรสูงมาก จากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดที่ 2 ในปี พ.ศ. 2545 จึงได้มีมติให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดทำบันทึกข้อตกลงกับบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ดำเนินการศึกษาวิจัยพัฒนาและจัดสร้างเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ตามลำดับ ดังนี้
ในปี พ.ศ. 2545 – 2546 มีการศึกษาเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 และจัดสร้าง จำนวน 1 ชุด

ในปี พ.ศ. 2547 มีการศึกษาและจัดสร้างเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 3 จำนวน 100 ชุด เพื่อนำออกสาธิตและเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วประเทศ โดยมีคุณลักษณะ คือ
  • รองรับการลงคะแนนได้ถึง 2 ประเภทพร้อมๆ กัน สำหรับการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง เช่น การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต และการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ
  • กำหนดรูปแบบการลงคะแนนได้ทั้งแบบหนึ่งคนหนึ่งเบอร์ (One Man One Vote) และแบบหนึ่งคนหลายเบอร์ (Multiple Votes)
  • มีนาฬิกาบอกเวลาการลงคะแนน
  • สามารถรายงานผลการลงคะแนนได้ทันที ทั้ง 2 ประเภท เมื่อปิดการลงคะแนน
  • สามารถทดสอบการลงคะแนนก่อนการเปิดคูหา
  • เครื่องลงคะแนนมีเครื่องพิมพ์เก็บคะแนนเพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน
เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 3 ได้ใช้ในการสาธิตและประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ทดลองใช้มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 มีการศึกษาและจัดสร้างเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 4 จำนวน 200 ชุด เพื่อใช้ในการสาธิตและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ทดลองใช้ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ
เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง รุ่นที่ 4 มีหลักการทำงานเหมือนกับเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง รุ่นที่ 3 คือ แต่ละชุดประกอบด้วย 2 ส่วน
  • สวนที่ 1 เครื่องลงคะแนน (Ballot Unit : BU) ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรเลือกตั้ง จะทำหน้าที่สำหรับให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกหมายเลขที่ประสงค์จะเลือก หรือไม่ประสงค์ลงคะแนน โดยการกดปุ่มหมายเลขที่เลือก หรือปุ่มไม่ประสงค์ลงคะแนนตามที่ต้องการ และ
  • ส่วนที่ 2 เครื่องรวมคะแนนหรือเครื่องประมวลผลคะแนน (Control Unit : CU) จะทำหน้าที่รวบรวมคะแนนจากส่วนที่ 1 มาเก็บสะสมแล้วรวมเป็นคะแนน เมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนน เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง รุ่นที่ 4 มีคุณสมบัติซึ่งเป็นจุดเด่นต่างกับ รุ่นที่ 3 คือ
    • เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งทั้งสองส่วน เมื่อพับเก็บแล้วจะเป็นกระเป๋าในตัวมีหูหิ้ว เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย
    • เครื่องลงคะแนนเมื่อกางออกจะเป็นคูหาในตัว ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมคูหา
    • ต้องได้รับอนุญาตโดยเจ้าหน้าที่จะต้องกดปุ่มอนุญาตก่อนจึงจะลงคะแนนได้ เพื่อป้องกันการลงคะแนนซ้ำ ซึ่งแต่เดิมใช้ระบบหน่วงเวลา
    • สามารถรองรับผู้สมัครได้ 30 หมายเลข จากเดิมมีเพียง 20 หมายเลข ทำให้สามารถใช้กับการเลือกตั้งได้หลากหลายขึ้น
    • ปุ่มกดหมายเลขมีขนาดใหญ่ขึ้น และแสงไฟในหมายเลขที่เลือกมีความสว่างและชัดเจนขึ้น
    • สามารถลงคะแนนได้เฉพาะหมายเลขที่มีผู้สมัครเท่านั้น
    • เครื่องลงคะแนนจะมีใบบันทึกหมายเลขเมื่อผู้มีสิทธิกดปุ่มเลือกหมายเลข และกดปุ่มยืนยันแล้ว ผู้มีสิทธิจะเกิดความมั่นใจว่าตนกดปุ่มหมายเลขใด เครื่องได้บันทึกหมายเลขนั้นจริง
    • มีปุ่มยกเลิก ใช้สำหรับยกเลิกหมายเลขที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เลือกไปแล้ว และต้องการเปลี่ยนแปลงหมายเลขที่เลือก โดยทำการกดปุ่มยกเลิกซึ่งจะยกเลิกหมายเลขที่เลือกทั้งหมด แล้วเลือกหมายเลขที่ต้องการใหม่ แต่ทั้งนี้การยกเลิกจะต้องทำก่อนยืนยันการลงคะแนน หากยืนยันการลงคะแนนไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
    • ไฟแสดงสถานะคูหามีขนาดใหญ่ขึ้นและสว่างมากขึ้น สามารถมองเห็นได้ทั้งภายในและภายนอกคูหา
เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 4 ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณผลงานประดิษฐ์คิดค้นประจำปี 2556 ของสภาวิจัยแห่งชาติ

พร้อมกับการศึกษาและพัฒนาเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 4 ได้มีการศึกษาและพัฒนาเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งชนิดผสมหมายเลขซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 4 เป็นการพัฒนาเพื่อให้รองรับกรณีมีผู้สมัครจำนวนมาก สามารถใช้ได้กับกรณีมีผู้สมัครได้ถึง 999 หมายเลข โดยมีปุ่มกดหมายเลข 0 ถึงหมายเลข 9 ซึ่งจะเลือกหมายเลขใดก็กดปุ่มหมายเลขผสมกันเช่นเดียวกับการกดปุ่มเครื่องคิดเลข
ในการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 3 จำนวน 100 ชุด ใช้ประชาสัมพันธ์ใน 77 จังหวัดและส่วนกลาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบ รุ่นที่ 4 จำนวน 200 ชุด ใช้ประชาสัมพันธ์ใน 77 จังหวัดและส่วนกลาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน มีผู้เข้าร่วมใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบแล้วประมาณ 5 ล้านคน จากการสอบถามผู้เข้าร่วมในการใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งต้นแบบพบว่าเฉลี่ยร้อยละ 80 มีความเชื่อมั่นในความเที่ยงตรงของเครื่องลงคะแนนและเห็นว่าควรนำเครื่องลงคะแนนมาใช้ในการเลือกตั้งจริง ส่วนอีกร้อยละ 20 ยังมีความไม่แน่ใจ โดยเห็นว่าเป็นของใหม่ ควรใช้เวลาทำความเข้าใจก่อน
จากผลการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนผู้ใช้เครื่องลงคะแนนดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการดำเนินงาน และรูปแบบวิธีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าใจรูปแบบการลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนน ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยดำเนินการในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงรายและจังหวัดยะลา ในเดือนมกราคม 2558 จังหวัดบุรีรัมย์ ในเดือนมีนาคม 2558 จังหวัดกาญจนบุรี ในเดือนเมษายน 2558 จังหวัดจันทบุรี ในเดือนพฤษภาคม 2558 และกรุงเทพมหานคร ในเดือนมิถุนายน 2558 เพื่อนำผลการศึกษาเป็นแนวทางในการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจประชาชน

ในระหว่างการดำเนินงานศึกษาแนวทางการประชาสัมพันธ์ดังกล่าว ได้มีการเตรียมร่างแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในพื้นที่แต่ละแห่งมาเป็นแนวทาง สำหรับแผนดำเนินงานเมื่อมีกฎหมายรองรับเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง มีแนวทางให้เริ่มใช้เครื่องลงคะแนนในบางพื้นที่ก่อนโดยอาจจัดทำเป็นประกาศกำหนดพื้นที่ให้ใช้เครื่องลงคะแนน เช่น อาจมีประกาศกำหนดพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบางแห่ง หรือเทศบาลตำบลบางแห่ง เป็นต้น พื้นที่ที่กำหนดให้ใช้เครื่องลงคะแนนต้องมีความพร้อมในด้านการยอมรับของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การยอมรับของผู้สมัครและพรรคการเมือง เป็นต้น เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งที่จะใช้ในการลงคะแนนพื้นที่นำร่อง ดังกล่าว จะใช้เครื่องลงคะแนน จำนวน 200 ชุด ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการดำเนินงานแบบค่อยเป็นค่อยไป ในพื้นที่ที่มีความพร้อมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและการยอมรับ
สำหรับในอนาคต หากมีนโยบายให้ใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ จากการศึกษาต้นทุนการผลิต โดยพิจารณาข้อมูลหน่วยเลือกตั้งจำนวน 95,000 หน่วย มีการเลือกตั้ง 2 ประเภท เครื่องลงคะแนน 1 ชุดประกอบด้วย เครื่องรวมคะแนน (Control Unit) 1 เครื่อง และเครื่องลงคะแนน (Ballot Unit) 2 เครื่อง จึงต้องมีเครื่องลงคะแนน 190,000 ชุด ประมาณราคาเบื้องต้น 1 ชุด ราคาประมาณ 47,000 บาท เครื่องลงคะแนน 190,000 ชุด ประมาณ 8,930,000,000 บาท อายุการใช้งาน 12 ปี
กล่าวโดยสรุป การเตรียมความพร้อมสำหรับเครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง หรือการลงคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ควรมีปัจจัยองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
  • มีกฎหมายรองรับให้สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย เมื่อมีกฎหมายแล้วก็จะต้องมีระเบียบแนวทางปฏิบัติ คู่มือในการปฏิบัติและการเตรียมการอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  • ความเชื่อมั่น และการยอมรับของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง ทั้งนี้การประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
  • เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ มีประสิทธิภาพสามารถรองรับการเลือกตั้งได้หลายประเภท มีความแข็งแรงทนทาน อายุการใช้งานมากกว่า 10 ปี ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากประการสำคัญที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องลงคะแนนต้องไม่สูงมากจนเกินไป
    เมื่อคำนวณแล้วค่าใช้จ่ายต่อหน่วยควรใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายในการใช้บัตรเลือกตั้ง
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งหรือการลงคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ใดก็ตามต้องประกอบด้วยปัจจัยองค์ประกอบที่สำคัญดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและการยอมรับควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มใช้เครื่องลงคะแนนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น หรือพื้นที่ขนาดเล็กก่อนแล้วจึงขยายผลในท้องถิ่นหรือพื้นที่อื่นต่อไป

เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย 1 หน่วยเลือกตั้ง ข้อมูลประมาณการเบื้องต้นต่อ 1 ครั้ง ในการเลือกตั้ง ส.ส. ระหว่างการลงคะแนนแบบใช้บัตรเลือกตั้งกับการใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง
หมายเหตุ
  • เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง 1 ชุด ประกอบด้วย
    • เครื่องรวมคะแนนเลือกตั้ง 1 เครื่อง เครื่องกดคะแนนเลือกตั้ง 2 เครื่อง
    • ชุดละประมาณ 47,000 บาท อายุการใช้งานประมาณ 12 ปี
  • เครื่องลงคะแนน 1 ชุด อาจจะใช้งานประมาณ 10 ครั้ง ต้นทุนครั้งละ 47,000 ÷ 10 = 4,700 บาท (อาจใช้งานมากกว่า 10 ครั้ง)
  • ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อมูลประมาณการเบื้องต้น เนื่องจากมีปัจจัยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกหลายประการที่ยังไม่ได้คิดคำนวณ เช่น
    หน่วยเลือกตั้งอาจมีจำนวนผู้มีสิทธิมากกว่า 800 หรือ 1,000 คน
    หีบบัตรคูหาใช้ได้มากกว่า 1 ครั้ง
    จำนวน กปน.ที่เหมาะสม เป็นต้น
เข้าชมทั้งหมด 1355 ครั้ง