การแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง
โดย 20 กุมภาพันธ์ 2560
ขยายตัวอักษร :
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจ ในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ ในกรณีเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ต่อมาจึงมีการแก้ไขในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่กระทำผิดได้ทั้งผู้สมัคร (ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง) หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ลดอำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีเพียงสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเฉพาะกรณีก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเท่านั้น เมื่อประกาศผลการเลือกตั้งแล้วให้เป็นอำนาจของศาลฎีกา และยังกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ภายใน ๓๐ วัน โดยต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ เพื่อสามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้อำนาจและระยะเวลาในการดำเนินการ ส่งผลถึงประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นอกจากนี้ผู้สมัครยังใช้ช่องว่างของกฎหมายที่กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องให้โอกาส ผู้ถูกคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหา ชี้แจงข้อเท็จจริงและมาให้ถ้อยคำก่อน จึงมีการหลีกเลี่ยง การไปให้ถ้อยคำทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจำต้องประกาศผลการเลือกตั้งไปก่อน เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ยังไม่แล้วเสร็จ และเมื่อผู้สมัครที่ถูกกล่าวหาได้เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็สามารถใช้อำนาจในการว่าจ้างหรือข่มขู่พยาน ทำให้พยานไม่ไปให้การหรือกลับคำให้การในชั้นศาล ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะสกัดกั้นผู้กระทำผิดหรือทุจริตในการเลือกตั้งไม่ให้มาเป็นผู้แทนของประชาชนได้
จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงควรมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งในด้านกฎหมายและด้านบริหาร ดังนี้

ด้านกฎหมาย
  • ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเช่นเดิม และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งภายใน ๖๐ วัน
  • ขยายระยะเวลากรณีการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง จากเดิมกฎหมายกำหนดระยะเวลา ๙๐ วันก่อนวันครบวาระ เป็น ๑๘๐ วันก่อนวันครบวาระ
  • ให้มีการคุ้มครองพยานตามกฎหมาย
  • ให้พนักงานสืบสวนสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในส่วนที่เกี่ยวกับการออกหมายเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือ ค้น เพื่อพิสูจน์ทราบการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งได้
  • กำหนดให้การหาเสียงเลือกตั้งโดยนโยบายประชานิยมทั้งในการเลือกตั้ง ต้องให้ผู้ที่หาเสียงแสดงถึงแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้จ่ายตามนโยบายและอยู่ในกรอบของกฎหมายว่าด้วยการคลังและการงบประมาณของรัฐ
  • การลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้า ในขณะที่กรณีภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ให้ใช้คะแนนเสียงข้างมาก จึงควรกำหนดให้ใช้เสียงข้างมากในทุกกรณี เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน
  • ให้กฎหมายกำหนดไว้ว่าในการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหลักในการพิจารณา ดังเช่นกรณีสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ด้านบริหาร
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนให้มีความรวดเร็ว เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยชี้ขาดได้ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ผู้สมัครเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง
  • จัดทำข้อมูลและบัญชีหัวคะแนน และข้อมูลของผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งข้อมูลและบัญชีรายชื่อข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติการณ์เป็นหัวคะแนนหรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง โดยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด และเป็นพยานหลักฐานประกอบสำนวนการสืบสวนสอบสวน
  • จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้ง โดยมีผู้แทนของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเป็นการบูรณาการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งให้เป็นรูปธรรม และเป็นศูนย์รวมข้อมูลผู้สมัคร ตัวแทน หัวคะแนน และข้อมูลในการเลือกตั้ง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยสนับสนุนในการปฏิบัติงาน
  • ปฏิบัติการเชิงรุก โดยวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมายที่มีการแข่งขันรุนแรง และส่งชุดปฏิบัติการหาข่าว ชุดสืบสวนสอบสวน ลงพื้นที่เพื่อจัดทำสำนวนพร้อมข้อมูลการข่าวนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  • สร้างระบบจริยธรรมสำหรับพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมีการลงโทษทางวินัยที่รุนแรงหากพบว่ามีการฝ่าฝืนจริยธรรม
  • ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาสำนวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถตรวจสอบติดตามสอบถามความคืบหน้าได้ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และมีการพัฒนาระบบการตรวจสอบความคืบหน้าผ่าน ทางเว็บไซต์ รวมทั้งให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถตรวจสอบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้
เข้าชมทั้งหมด 1384 ครั้ง